วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘เออีซี’ ลดสัดส่วนรายได้ค่าคอม

"บล.เออีซี"หั่นสัดส่วนรายได้ค่าคอมฯเหลือ 70% ภายในปี60 ลดการพึ่งพา "ลูกค้ารายใหญ่" เน้นเจาะลูกค้าระดับกลาง พร้อมเพิ่มรายได้งานวาณิชฯ

นาย ชนะชัย จุลจิราภรณ์ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เออีซี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างการปรับรูปแบบธุรกิจของบริษัทหลังจากที่มีการปรับเปลี่ยนทีมบริหารโดยได้เติมเจ้าหน้าที่ในเกือบทุกส่วนงานของบริษัทเพื่อเสริมศักยภาพและกระจายความเสี่ยงของบริษัทให้ลดการพึ่งพิงค่าธรรมเนียมการซื้อขายหลักทรัพย์ลง

“บริษัทได้ปรับทีมงานและรูปแบบธุรกิจใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจมากขึ้น จากเดิมที่พึ่งพิงกับรายได้จากธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์สูงถึง 90% เราต้องการลดสัดส่วนการพึ่งพิงรายได้จากค่าคอมมิชชั่นให้เหลือ 70 % ในปี 2560 ”

ทั้งนี้ภาพของการแข่งขันธุรกิจหลักทรัพย์ยังมีการแข่งขันในเรื่องค่าธรรมเนียมซื้อขายหลักทรัพย์มีการตัดราคาจำนวนมากโดยคาดว่าในอุตสาหกรรมจะมีค่าธรรมเนียมที่ 0.13-0.14%ของมูลค่าการซื้อขายนอกจากนี้ยังมีการดึงเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุนอยู่เดิมทีบริษัทพึ่งพิงรายได้ส่วนดังกล่าวจำนวนมากและอยู่ในกลุ่มลูกค้ารายใหญ่

ซึ่งบริษัทหลักทรัพย์เออีซีถือว่าเป็นบริษัทที่ตั้งใหม่ จึงมีค่าใช้จ่ายด้านระบบงานไอทีที่สูงกว่าบริษัทหลักทรัพย์อื่นๆ ทำให้บริษัทต้องหันไปพึ่งพิงกับรายได้อื่น ทั้งการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินด้านการออกตราสารหนี้และตั๋วแลกเงิน (บี/อี) โดยบริษัทได้ดำเนินการเป็นที่ปรึกษาแล้วมูลค่ากว่า 1 พันล้านบาท นอกจากจะเป็นที่ปรึกษาทางการเงินในการออกตราสารหนี้แล้ว บริษัทยังดำเนินการจัดจำหน่ายตราสารหนี้กับบริาัทหลักทรัพย์อื่นๆ ด้วย

ส่วนการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นั้น ยังมีอย่างต่อเนื่องโดยปัจจุบันมีบริษัทเป็นที่ปรึกษาทางการเงินและมีแผนการระดมทุนทั้งสิ้นประมาณ 10 บริษัทจะเริ่มเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 2561 เป็นต้นไป ซึ่งระหว่างนี้บริษัทจะเข้าร่วมเป็นผู้ร่วมจัดจำหน่ายหุ้นไอพีโอ ให้กับบริษัทหลักทรัพย์อื่นๆ เพื่อนำหุ้นดังกล่าวมาเสนอขายกับลูกค้าปัจจุบันมีทีมงานด้านวาณิชธนกิจทั้งสิ้น 3 ทีม เพื่อให้บริการนำบริษัทเข้าระดมทุน และทำให้บริการด้านการควบรวมกิจการด้วย

นอกจากนี้ยังหันไปดูแลเน้นธุรกิจด้านกองทุนส่วนบุคคล ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ยังเน้นลงทุนในตราสารหนี้มากกว่า 70 % ของมูลค่าสินทรัพย์ที่อยู่ภายใต้การบริหารประมาณ 1.5 พันล้านบาท ลูกค้าส่วนใหญ่ต้องการผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ ซึ่งบริษัทมีความต้องการจะขยายส่วนงานดังกล่าวให้มีสินทรัพย์ภายใต้การดูแลให้เติบโตมากขึ้น เสริมทีมงานในส่วนนี้ให้มีความแข็งแกร่ง

อย่างไรก็ตาม สำหรับธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์นั้น ยอมรับว่าหลังจากมีการเปลี่ยนทีมบริหารทำให้สัดส่วนลูกค้าจากเดิมที่เป็นนักลงทุนรายใหญ่พอร์ตมูลค่าสูงกว่า 50 ล้านบาทได้หยุดทำการซื้อขายกับบริษัทไปบ้าง แต่ก็เริ่มมีนักลงทุนขนาดกลางที่มีพอร์ตการลงทุนในระดับ 10-30 ล้านบาทเข้ามาทดแทน ซึ่งกลุ่มลูกค้าดังกล่าวมีการซื้อขายที่ค่อนข้างดีเห็นได้จากส่วนแบ่งทางการตลาดของบริษัทยังยืนอยู่ได้ ปัจุจบันบริษัทมีจำนวนบัญชีทั้งสิ้น 1.6 หมื่นบัญชี มีบัญชีที่ซื้อขายเป็นประจำที่ 30 %

โดยแผนการขยายตลาดหลังจากนี้จะเน้นโปรแกรมการซื้อขายหุ้นแบบอัตโนมัติมาให้บริการลูกค้า ซึ่งจะทำให้บริษัทสามารถเพิ่มค่าธรรมเนียมการซื้อขายหลักทรัพย์จากปัจจุบันให้ขึ้นไปที่ระดับ 0.25% ได้ซึ่งบริษัทได้ร่วมกับพันธมิตรต่างชาติเพื่อร่วมพัฒนาโปรแกรมดังกล่าวโดยจะเร่งนำมาให้บริการโดยเร็วที่สุด