ความเสี่ยงลดลง แต่ยังคงรอปัจจัยหนุน
ประเด็นการลงทุน
ราคาน้ำมันที่มีเสถียรภาพมากขึ้นส่งผลต่อมุมมองเชิงบวกต่อราคาหุ้น PTTEP แต่เราคิดว่าการที่ผลการดำเนินงานของบริษัทขึ้นกับทิศทางราคาน้ำมันอย่างเดียว เนื่องจากไม่มีการขยายตัวของปริมาณขายและต้นทุนมีแนวโน้มสูงขึ้น อาจยังไม่ใช่จุดที่เหมาะสมในการเข้าไปซื้อหุ้นเพิ่มได้ในตอนนี้ อย่างไรก็ตามความเป็นไปได้ในการปรับลดงบลงทุน (คาดว่าประกาศในปลายปีนี้) ซึ่งอาจส่งผลให้ตลาดฯ ปรับเพิ่มราคาเป้าหมาย และหนุน sentiment เชิงบวกในระยะอันใกล้ต่อราคาหุ้น ทั้งนี้เราปรับคำแนะนำจาก “ขาย” เป็น “ถือ” และยังคงชอบ PTT มากกว่าในหุ้นกลุ่มน้ำมันและก๊าซต้นน้ำของไทย
ปรับราคาเป้าหมายสูงขึ้นจากการปรับลดงบลงทุน
ในเบื้องต้นเราปรับลดงบลงทุนของ PTTEP ลงจากประมาณการของเราและปรับราคาเป้าหมายอ้างอิงจากวิธีการคิดลดกระแสเงินสดมาอยู่ที่ 85 บาทจากเดิม 75 บาท โดยบริษัทกำลังทบทวนแผนการลงทุนสำหรับ 5 ปี ซึ่งมีแนวโน้มที่จะปรับลดลงเนื่องจากความสำเร็จในแผนการลดต้นทุนและการปรับแผนพัฒนาโครงการใหม่ เช่น โครงการโมซัมบิก จาก 2 ปัจจัยดังกล่าว เราเชื่อว่าการปรับลดงบลงทุนลง 10% น่าจะเป็นสถานการณ์พื้นฐาน บริษัทระบุว่าปี 2559 งบลงทุนจะอยู่ที่ราว 1.4-1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 30% ต่ำกว่าเป้าหมายก่อนหน้านี้ที่ 2.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ การลดลงของงบลงทุนกว่าครึ่งมาจากการเลื่อนการตัดสินใจการลงทุนขั้นสุดท้ายของโครงการโมซัมบิก (FID) และการประหยัดต้นทุนจากการปรับปรุงการดำเนินงานและต้นทุนการขุดสำรวจลดลงตามราคาน้ำมัน PTTEP กล่าวว่าประสิทธิภาพที่ดีขึ้น ซึ่งประกอบเป็น 2 ใน 3 ของต้นทุนที่ลดลง จะยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง
จับตาดูการเปิดประมูลสัมปทานปิโตรเลียมและการตัดสินใจการลงทุนขั้นสุดท้ายของโครงการโมซัมบิก
การเปิดประมูลสัมปทานปิโตรเลียมและการตัดสินใจการลงทุนขั้นสุดท้ายของโครงการโมซัมบิกจะเป็น 2 ปัจจัยสำคัญสำหรับปี 2560 หากบริษัทชนะการประมูลที่แหล่งก๊าซบงกช เราเชื่อว่าจะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตที่แหล่งก๊าซบงกชได้ โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 3-4% จากเป้าหมายการผลิตรวมของบริษัทฯ ในปัจจุบันช่วงระหว่างปี 2561-63 อย่างไรก็ตามร่างพรบ.ปิโตรเลียมยังคงอยู่ในช่วงการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นในช่วงปลายปีนี้ และที่สำคัญค่าภาคหลวงปิโตรเลียมยังคงไม่ชัดเจน
PTTEP มั่นใจว่าการตัดสินใจการลงทุนขั้นสุดท้ายของโครงการโมซัมบิกจะเสร็จสิ้นภายในช่วงครึงหลังของปี 2560 แต่เราคิดว่ามันเร็วไปที่จะคำนวณมูลค่าของโครงการดังกล่าว ในขณะนี้บริษัทได้ทำสัญญากับผู้ซื้อ LNG รวมอยู่ที่ 8 ล้านตันต่อปี ซึ่งยังต่ำกว่าที่วางแผนไว้อยู่ 20% และยังมีอีก 2-3 ขั้นตอนที่จะต้องดำเนินการก่อนจะประกาศการตัดสินใจการลงทุนขั้นสุดท้าย โดยเฉพาะการเปลี่ยนการลงนามข้อตกลงเบื้องต้นกับผู้ซื้อขายก๊าซธรรมชาติ, การย้ายที่อยู่อาศัยของชาวบ้านที่อยู่บริเวณโครงการและความสำเร็จในการจัดหาเงินทุนสำหรับโครงการ
ต้นทุนที่สูงขึ้นและยอดขายปิโตรเลียมที่ต่ำลงบดบังแนวโน้มระยะสั้น
เราประมาณการผลประกอบการไตรมาส3/59 กลับมาแข็งแกร่งที่ 51% QoQ มาอยู่ที่ 4 พันล้านบาท โดยได้แรงหนุนจากกำไรพิเศษจากค่าเงินบาทที่แข็งตัวที่ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายด้านภาษีและกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน กอปรกับกำไรจากภาระผูกพันประกันความเสี่ยงน้ำมัน อย่างไรก็ตามต้นทุนที่สูงขึ้นและยอดขายที่ต่ำลงจากการปิดซ่อมบำรุงครั้งใหญ่จะมีแนวโน้มกดดันกำไรหลักลดลงเกือบ 50% QoQ เหลือเพียง 2.9 พันล้านบาท จากประมาณการทั้งปีของเรา ผลการดำเนินงานไตรมาส4/59 มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง จากการการปรับปรุงการบันทึกด้านค่าใช้จ่ายโดยเฉพาะรายการพิเศษต่างๆ (ซึ่งค่อนข้างเป็นปรกติสำหรับไตรมาส 4) และราคาขายก๊าซที่คาดว่าจะปรับตัวลดลงไปอีก เราคาดราคาก๊าซจะอยู่ที่ 5.2 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู เมื่อเทียบกับ 5.6 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียูในไตรมาส 2/59 (สรุปประมาณการในรูปประกอบ 1 และ 2)








