นักวิเคราะห์คาด"หุ้นไทย"ปรับขึ้นหลังปัจจัยภายในชัดเจน ดึงเงินนักลงทุนที่เคยขายก่อนหน้ากลับซื้อ แนะจับตาการ"บริโภคภาคเอกชน"
นายมงคล พ่วงเภตรา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ กลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (KTBST) ประเมินตลาดหุ้นไทยในวันนี้ (14 ต.ค.) ว่าปัจจัยในประเทศที่จะมีผลต่อตลาดหุ้นไทยวันนี้มากที่สุด คือ ความชัดเจนหรือกระจ่างมากขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนที่ขายหุ้นไป มีการซื้อหุ้นกลับเข้าพอร์ต ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นถึง 1.5% จากวันที่ 12 ต.ค. และราคา ETF หุ้นไทยของ MSCI ปรับตัวสูงขึ้นในคืนที่ผ่านมา เป็นการตอบรับในทางบวกของนักลงทุนต่างประเทศต่อตลาดหุ้นไทย
"จากวันนี้ไป ทิศทางตลาดหุ้นจะกลับไปขึ้นกับภาวะเศรษฐกิจ ที่มาจากการบริโภคและลงทุนของภาคเอกชน ว่าจะเกิดการสะดุดหรือไม่ และแผนใช้จ่ายของรัฐบาลจะยังคงเดินหน้าตามแผนหรือไม่ หากทุกอย่างราบรื่น นักลงทุนจะกลับมาพิจารณาที่ปัจจัยพื้นฐานของหุ้นเช่นในภาวะปกติ ดังนั้นทิศทางตลาดหุ้นไทยวันนี้คาดว่าจะเกิดการ cover shot คือซื้อหุ้นกลับ หรือ Buy on fact ซึ่งจะทำให้ดัชนีฯปรับตัวสูงขึ้น แต่จะยังคงมีความผันผวน”
ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศนั้น เจ้าหน้าที่ระดับสูงของเฟดแสดงความเห็นว่า การขึ้นดอกเบี้ยควรรอให้ผ่านการเลือกตั้งไปก่อน (รอนโยบายใหม่) จึงมีการลดน้ำหนักที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือน พ.ย. ลงไป
ส่วนราคาน้ำมันดิบ หลังจากผลประชุมผู้ผลิตน้ำมันที่ยังไม่สามารถตกลงในเรื่องตัวเลขในโควต้าผลิตใหม่ได้ ราคาเป็นลบ แต่ในคืนที่ผ่านมา ราคาได้ขยับขึ้น ตามตัวเลข stock น้ำมันกลั่นฯ ที่ลดลง และค่าดอลล่าร์ที่ลดลง ประเมินว่า ราคาน้ำมันดิบที่กลับขึ้นมาได้อีกครั้ง จะเป็นบวกสั้นๆ ต่อหุ้นน้ำมัน (ผู้ผลิตน้ำมัน+โรงกลั่นน้ำมัน) ในวันนี้
โดยกลยุทธ์การลงทุนจากที่เราประเมินตลาดในช่วงสั้นๆ เป็นบวก จึงแนะนำให้กลับเข้าซื้อหุ้นขนาดใหญ่ หรือหุ้นที่นักลงทุนสถาบันและต่างประเทศให้ความสนใจ โดยยังมองเป็นการเข้ามาเก็งกำไรช่วงสั้น จังหวะเข้าซื้อคือรอราคาอ่อนตัวลงมา เพราะราคาหุ้นเช้านี้ น่าจะเปิดกระโดดจากวันก่อน หุ้นที่น่าสนใจวันนี้ ได้แก่ ท่าอากาศยานไทย (AOT) ทุนธนชาต (TCAP) เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) อินโดรามา เวนเจอร์ส (IVL)









