หุ้นไทยดิ่งแรง 99 จุด วอลุ่มทะลัก 1.3 แสนล้าน "ตลท.-แบงก์ชาติ-คลัง" ถกด่วนรับมือ "เกศรา" ยืนยันนักลงทุนแค่ปรับพอร์ตพื้นฐานตลาดไม่เปลี่ยน
หุ้นไทยดิ่งแรง 99 จุด ระหว่างวัน ก่อนฟื้นตัวกลับมาปิดที่ 1,406.18 จุด ร่วงลง 36 จุด พร้อมมูลค่าซื้อขายทะลุ 1.3 แสนล้านบาท ทำสถิติใหม่ ขณะที่เงินบาทดิ่ง 35.63 บาท อ่อนค่ารอบ 8 เดือนและอ่อนสุดในอาเซียน ด้านโฆษกรัฐบาลแนะประชาชนอย่าตื่นตระหนกข่าวลือในโซเชียลมีเดีย แจงนายกฯ ไม่มีกำหนดแถลงข่าวใดๆ ขณะที่ โบรกเกอร์ชี้เป็นผลจากการถูกบังคับขายในหุ้นขนาดกลางและใหญ่ กังวลปัจจัยในประเทศ แต่เชื่อเป็นระดับที่น่าสนใจในการเข้าลงทุน หลังดัชนีร่วงต่ำกว่า 1,400 จุด
ความเคลื่อนไหวดัชนีตลาดหุ้นไทย วานนี้ (12 ต.ค.) ปิดการซื้อขายที่ 1,406.18 จุด ลดลง 36.03 จุด หรือ 2.5% โดยระหว่างเปิดการซื้อขายช่วงบ่ายดัชนีหุ้นปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงถึง 99.08 จุดหรือคิดเป็นการปรับลง 6.84% ดัชนีลงไปแตะที่ 1,343.43 จุด เนื่องจากมีแรงเทขายในหุ้นทุกกลุ่ม โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่จากความกังวลปัจจัยภายในประเทศเป็นหลัก
อย่างไรก็ตามแรงเทขายหุ้นที่มีออกมาอย่างหนักนั้นก็มีแรงช้อนซื้อเข้ามาด้วย ทำให้ช่วงท้ายตลาดดัชนีขยับขึ้นมาด้วยเล็กน้อยมาปิดติดลบ 36 จุดท่ามกลางปริมาณการขายหนาแน่นทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 130,035 ล้านบาท เป็นการซื้อขายทะลุแสนล้านบาทเป็นครั้งที่ 3 ของตลาดหุ้นไทย โดย 2 ครั้งก่อนหน้านี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 มี.ค. 2556 ที่มีมูลค่า 101,361 ล้านบาท และเมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2557 ซึ่งมีมูลค่า 102,662.94 ล้านบาท
โดยวานนี้นักลงทุนทั่วไปเป็นกลุ่มเดียวที่มียอดซื้อสุทธิ 4,656 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนสถาบัน บัญชีบริษัทหลักทรัพย์และ นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ โดย 4 วันที่ผ่านมา ดัชนีปรับตัวลดลงแล้ว 107 .จุด
“ตลท.-คลัง-ธปท.”ถกด่วนรับมือหุ้นดิ่ง
นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ กล่าวว่าวานนี้ 3 หน่วยงานได้แก่ ตลาดหลักทรัพย์ ธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลังได้มีการหารืออย่างไม่เป็นทางการเกี่ยวกับภาวะตลาดหุ้นวานนี้ที่มีการปรับตัวลงอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติที่มีการตกลงกัน หากว่าสถานการณ์ตลาดหุ้นมีการปรับตัวลงถึง 5% จะต้องมีการหารือร่วมกันเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาก็เคยมีเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นก็ได้มีการประสานงานกันมาโดยตลอด ยืนยันว่านักลงทุนไม่ได้หวั่นไหว รายย่อยและสถาบันมีการขายเพื่อปรับพอร์ต ซึ่งเป็นการปรับตัวปกติ ซึ่งพื้นฐานตลาดไม่ได้เปลี่ยน
ผู้สื่อข่าวรายงาน จากสถานการณ์ดังกล่าวทำให้มีการสอบถามว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จะสั่งให้หยุดการซื้อขายเป็นการชั่วคราวหรือไม่ ซึ่งเรื่องดังกล่าวได้รับการชี้แจงว่า หากตลาดหลักทรัพย์จะให้หยุดการซื้อขายเป็นการชั่วคราวนั้นจะเป็นกรณีที่สภาวะการซื้อขายมีความผันผวนรุนแรง ราคาหลักทรัพย์โดยรวมเปลี่ยนแปลงลดลงมาก เพื่อให้นักลงทุนมีเวลาในการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารที่มีผลกระทบต่อการลงทุนอย่างครบถ้วน ตลาดหลักทรัพย์จะหยุดทำการซื้อขายโดยอัตโนมัติเป็นการชั่วคราว
ถูกบังคับขายหุ้น-กังวลปัจจัยในประเทศ
นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้จัดการฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โนมูระ พัฒนสิน เปิดเผยว่า หุ้นไทยวานนี้ปรับฐานรุนแรงหลังหลุด 1,400 จุด ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการถูกบังคับขาย (force sell) ประกอบกับจิตวิทยาเชิงลบต่อค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่า แต่หลังจากที่ดัชนีปรับตัวลดลงไปแตะบริเวณ 1,343 จุด คิดเป็นค่าพีอีล่วงหน้า 12.9 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 15.1 เท่า ทำให้เริ่มมีแรงซื้อเข้ามาในหุ้นหลายตัวที่มูลค่าอยู่ในระดับน่าสนใจ ส่วนมูลค่าการซื้อขายที่ทำสถิติใหม่นั้นเป็นผลจากการปรับสถานะของนักลงทุนระหว่างวันหลายครั้ง
“อยากให้นักลงทุนมองพื้นฐานเป็นหลักในช่วงนี้ โดยหลักจากดัชนีลดลงต่ำกว่า 1,400 จุด เราแนะนำเพิ่มสัดส่วนการลงทุนเป็น 60% ของพอร์ต จากเดิมที่ปรับลดลงมาเหลือ 50% เนื่องจากในระยะกลางแนวโน้มกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่มีโอกาสเพิ่มขึ้น ”
เชื่อแนวรับ 1,300 จุดเอาอยู่
นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า หากอิงจากการปรับตัวลงในลักษณะที่คล้ายคลึงกันในครั้งก่อน ซึ่งดัชนีร่วงลงไป 150 จุด ทำให้แนวรับในครั้งนี้น่าจะอยู่ที่บริเวณ 1,350 - 1,360 จุด ซึ่งดัชนีได้ลงไปทดสอบแล้วก่อนจะเด้งขึ้นมาได้ถ้ามองในเชิงปัจจัยพื้นฐาน ดัชนีระดับ 1,350 จุด จะได้ค่าพีอีล่วงหน้าของปี 2560 ที่ 12.5 เท่า ซึ่งก็เป็นจุดที่ใกล้กับกรอบล่างของดัชนีที่เคยซื้อขายกันในอดีตซึ่งอยู่ที่ 11 - 12 เท่า ทำให้ความเสี่ยงขาลงในจุดนี้ค่อนข้างจำกัด โดยแนวรับน่าจะอยู่ที่ราว 1,300 จุด ฉะนั้นดัชนีมีโอกาสฟื้นตัวได้ในช่วงสั้น
“แม้ดัชนีมีโอกาสรีบาวด์ในช่วงสั้น แต่ด้วยแรงขายที่ออกมาหนาแน่น ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นผลจากการถูกบังคับขาย (force sell) ออกมา ทำให้ตลาดยังมีความไม่แน่นอนสูงมาก จึงอาจเป็นการฟื้นตัวในช่วงสั้น แต่หากดัชนีจะฟื้นได้แข็งแรงอาจต้องขึ้นไปยืนเหนือ 1,400 จุด ให้ได้”
นายสมชาย กาญจนเพชรรัตน์ กรรมการผู้จัดการอาวุโส ธุรกิจหลักทรัพย์ บล. เคจีไอ (ประเทศไทย) กล่าวว่า หลังจากที่ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลงแรงในช่วง 3 วันที่ผ่านมา พบว่าการถูกบังคับปิดสถานะ (force sell) ในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Tfex) มากกว่า การบังคับขายในหุ้นรายตัว แต่โดยรวมแล้วก็ไม่ได้มีการถูกบังคับขายมากนัก เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่มีการปรับพอร์ตและเตรียมพร้อมรับสถานการณ์มาในระดับหนึ่งแล้ว และการปรับตัวลงของดัชนี ก็เริ่มต้นมาตั้งแต่เมื่อศุกร์ที่แล้ว (7 ต.ค.)
“ในช่วงนี้ความไม่แน่นอนของกระแสข่าวต่างๆ ยังเข้ามาต่อเนื่อง ฉะนั้นตลาดจะยังผันผวนต่อเนื่อง แนะนำนักลงทุนคอยติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตามมองว่าหุ้นหลายตัวในตลาดปรับตัวลงมาอยู่ในจุดที่น่าสนใจในการเข้าซื้อ หลังจากที่นักลงทุนตื่นขายออกมา (panic sell) ก็น่าจะเป็นโอกาสที่ดีในการทยอยเข้าสะสมสำหรับผู้ที่มีเงินสดอยู่ในมือ”
นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการสายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทิสโก้ เปิดเผยว่าแนวโน้มตลาดหุ้นไทย ยังมีความไม่แน่นอนสูงจากปัจจัยในประเทศ ซึ่งสิ่งที่ต้องติดตามคือ ความเคลื่อนไหวของนักลงทุนต่างชาติที่เดินหน้าซื้อมาอย่างต่อเนื่อง หากมีการเปลี่ยนทิศทางอาจจะกระทบกับภาพรวมได้ โดยกรอบความเคลื่อนไหวของดัชนีจะมีความกว้างขึ้นที่ระดับ 1,330 - 1,440 จุด แนะนำให้นักลงทุนเว้นการลงทุนและติดตามสถานการณ์เท่านั้น
โฆษกรัฐบาลเตือนอย่าตื่นข่าวในสื่อออนไลน์
ขณะที่พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า ในวานนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ไม่มีกำหนดการที่จะแถลงข่าวใดๆ เป็นพิเศษ ตามที่มีกระแสข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ โดยขอให้ประชาชนเปิดรับข่าวสารทางการ อย่าหวั่นไหวไปกับข่าวปล่อยข่าวลือ
“ท่านนายกฯ ไม่มีกำหนดการที่จะแถลงข่าวใดๆ เป็นพิเศษในวันนี้ ขอพี่น้องประชาชนอย่าให้ความสนใจ หรือตื่นตระหนกไปกับข่าวลือในโซเชียลมีเดีย ที่อาจสร้างความวิตกหวั่นไหว ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบความน่าเชื่อถือได้ จึงอยากขอให้พี่น้องประชาชนเปิดรับข่าวในช่องทางการ ที่มีความถูกต้อง เที่ยงตรง” พล.ท.สรรเสริญ กล่าว
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีงดภารกิจ ที่จังหวัดชลบุรี เพื่อเตรียมเข้าเฝ้าสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร หากทรงโปรดให้เข้าเฝ้าเพื่อถวายรายงานของรัฐบาล ตามห้วงเวลาปกติ จึงได้มอบหมายให้ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่แทน
บาท 35.72 อ่อนสุดอาเซียน
ด้านนักบริหารเงินจากธนาคารซีไอเอ็มบีไทยเปิดเผยว่า ค่าเงินบาทวานนี้เปิดตลาดที่ระดับ35.36-35.38 บาทต่อดอลลาร์ระหว่างวันเงินบาทอ่อนค่าแรงลงไปถึงระดับ35.90บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงบ่ายหลังจากมีข่าวลือในประเทศเป็นปัจจัยหลัก ซึ่งเป็นระดับที่อ่อนค่าสุดของวันและอ่อนค่าในรอบ 8 เดือนเนื่องทำให้เงินบาทปรับตัวอ่อนค่าสุดในภูมิภาค ก่อนจะปรับตัวแข็งค่าขึ้นมาในช่วงท้ายตลาดปิดตลาดที่ระดับ35.72-35.75บาทต่อดอลลาร์ด้วยปริมาณการซื้อขายหนาแน่นมาก
ส่วนแนวโน้มค่าเงินบาทในระยะถัดไปขึ้นกับข่าวในประเทศเป็นหลัก









