ปัจจุบันประเทศเอเชียต่างหันมาโฟกัสกับการทำตลาดในภูมิภาคเดียวกัน
โดยเฉพาะตลาดนักเดินทางเชิงธุรกิจ หรือ “ไมซ์” ที่มีศักยภาพด้านกำลังซื้อ และทำให้คู่แข่งเดิมและ “ผู้เล่นหน้าใหม่” ที่เริ่มมาแรง ต้องเปิดกลยุทธ์ช่วงชิงส่วนแบ่ง
วอลเตอร์ เย่ รองประธานบริหารของสภาพัฒนาการค้าและการส่งออกไต้หวัน (Taiwan External Trade Development Council : TAITRA) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ได้รับคัดเลือกจากกระทรวงเศรษฐการของไต้หวัน เพื่อมาดูแลด้านตลาดไมซ์โดยตรง กล่าวว่า ไต้หวันอาจจะเริ่มทำตลาดนี้ล่าช้ากว่าประเทศคู่แข่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันภายใต้แคมเปญ Meet Taiwan ซึ่งเป็นกลยุทธ์หลักด้านตลาดไมซ์ที่ใช้มาต่อเนื่องกว่า 4 ปี ทำให้เห็นการขยายตัวไม่ต่ำกว่า 10% มีมูลค่าราว 7 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยในองค์ประกอบไมซ์ 4 ด้าน ได้แก่ การจัดประชุม (Meeting), การท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล (Incentive), การสัมมนา (Convention) และการแสดงสินค้า (Exhibition) นั้น เซกเมนต์ที่ไต้หวันส่งเสริมเป็นไฮไลท์ และมีการเติบโตสูงสุดคือ “การจัดประชุม” และ “ท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล”
ทั้งนี้ ในกลุ่มประเทศเอเชียที่ไต้หวันวางเป้าหมายนั้นมี “ไทย” ที่จัดอยู่ในกลุ่มดาวรุ่งที่มีการเติบโตสูง หลังจากการยกเลิกวีซ่าให้ตั้งแต่เดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่คือ New Southbound Policy หรือ การมุ่งสร้างความสัมพันธ์กับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงเอเชียใต้มากขึ้นทั้งด้านเศรษฐกิจและการค้า ดังนั้น ตลาดไมซ์ จึงกลายเป็นหนึ่งในโฟกัสหลักเนื่องจากเป็นกลุ่มที่ต่อยอดขยายผลได้จากการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยตรง
วอลเตอร์ กล่าวว่า ไต้หวัน สามารถใช้จุดเด่นจากพื้นฐานทางธุรกิจของประเทศ ในฐานะที่เป็นแหล่งรวมความเชี่ยวชาญนวัตกรรมเทคโนโลยี, การวิจัยพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) ชั้นนำของเอเชียในหลายอุตสาหกรรม อาทิ โทรคมนาคม (ไอที), การแพทย์, ออปโต้อิเลคโทรนิคส์ มาเป็น “แม่เหล็ก” ดึงดูดองค์กรและบริษัทในเอเชียเข้ามาศึกษาดูงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นประเทศจุดหมายให้กลุ่ม “สตาร์ทอัพ” ระดับโลกจากซิลิคอน วัลเลย์ ที่เคลื่อนย้ายฐานมายังไต้หวันมากขึ้น เพราะมีต้นทุนไม่สูงเท่าในอเมริกา ปัจจัยความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมเหล่านี้ จะส่งภาพลักษณ์ให้ไต้หวันช่วย “เปิดโอกาสทางธุรกิจ” ตอบโจทย์กลุ่มไมซ์โดยตรง
อย่างไรก็ตาม ด้วยการเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ในตลาด การมุ่ง “สร้างแบรนด์” เพื่อขยายการรับรู้ไปยังตลาดเอเชีย จึงเป็นความสำคัญอันดับต้น ซึ่ง TAITRA เลือกใช้เครื่องมือผ่านการสร้างกิจกรรมหลักประจำปี คือ การแข่งขันรายการ “เอเชียซูเปอร์ทีม” ขึ้นมา โดยในปี 2559 จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 3
ทั้งนี้ วางรูปแบบการเปิดให้หน่วยงานต่างๆ ใน 7 ประเทศ ได้แก่ ไทย, สิงคโปร์, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น และฮ่องกง มีส่วนร่วมสมัครเข้าแข่งขัน ในรอบแรกด้วยการเล่นเกมแบบ “ออนไลน์” สะสมคะแนน 2 เดือน เพื่อเป็นการชูไฮไลท์ของไต้หวันเรื่องการใช้เทคโนโลยีมามีส่วนสำคัญในการส่งเสริมตลาด ซึ่งมีผู้สนใจเข้าร่วมกว่า 150 บริษัท และจากนั้นจึงคัดเลือกทีมผู้ชนะของทั้ง 7 ประเทศ มาแข่งขันรอบสุดท้ายแบบ “ออฟไลน์” ด้วยตัวเองที่ไต้หวันเป็นเวลา 5 วัน ภายใต้แนวคิดการตลาดเชิงประสบการณ์ (Experiential Marketing)
ผู้จัดงานออกแบบเส้นทางและกิจกรรมลงลึกถึงชุมชนท้องถิ่น เพื่อกระจายเม็ดเงินของตลาดไมซ์ให้ทุกพื้นที่ได้รับประโยชน์ ทุกกิจกรรมตอกย้ำเรื่องการ “พัฒนาศักยภาพบุคลากร” และ “กระชับสัมพันธ์องค์กร” ที่เป็นจุดมุ่งหมายหลักของกิจกรรมทีมบิลดิ้ง และผู้เข้าร่วมได้รับประสบการณ์จากพื้นที่ เช่น การไปเยือนเมืองยุ่นหลิน ร่วมประดิษฐ์หุ่นเชิดด้วยมือและฝึกพื้นฐานการแสดงหุ่นเชิด ที่เป็นมรดกวัฒนธรรมของประเทศ เพื่อทดสอบทักษะด้านการรู้จักการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ (Flexibility), การไปเยือนฟาร์มผึ้ง เพื่อทดสอบเรื่องความกระฉับกระเฉงคล่องแคล่ว (Agility) เนื่องจากมีการแข่งขันทั้งขี่จักรยานเป็นทีม, ฝึกการทำกาแฟ และเรียนรู้การจับผึ้ง หรือการเดินทางไปร่วมกิจกรรมจับปลาแบบประมงพื้นบ้านที่เมืองลู่กัง เพื่อฝึกทักษะเรื่อง ความร่วมมือ (Cooperation) และเรียนรู้การเชิดสิงโตตามประเพณีท้องถิ่นที่หมู่บ้านศิลปินลู่กัง เพื่อแสดงทักษะเรื่องความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) จากนั้นเดินทางกลับมายังไทเปเพื่อทดสอบกิจกรรมไหวพริบสติปัญญา (Intelligence) และปิดท้ายด้วยการแสดงของผู้เข้าแข่งขันด้านศิลปวัฒนธรรมประจำชาติ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนระหว่าง 7 ประเทศ
วอลเตอร์ กล่าวว่า มีแผนส่งเสริมตลาดไมซ์ให้กระจายตัวจากไทเปไปยังเมืองหลักในภูมิภาคมากขึ้น เช่น เกาสง, ไถหนาน, ไถจง เนื่องจากเทศบาลและภาคเอกชนในพื้นที่ เริ่มมีการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกรองรับตลาดไมซ์ของตัวเอง เช่น เกาสง เมืองท่าทางตอนใต้ มีการเปิดเกาสง เอ็กซิบิชั่น เซ็นเตอร์ ขึ้นมาตั้งแต่ปี 2557 รองรับการแสดงสินค้าได้กว่า 1,100 บูธ และตั้งในทำเลริมทะเลจึงสามารถรองรับงานหลากหลายทั้งงานแสดงเรือนานาชาติ (โบ้ทโชว์) และงานฟู้ดโชว์ เป็นต้น
สำหรับเป้าหมายในปีต่อไป ยังคงใช้กิจกรรมเอเชียซูเปอร์ทีม สร้างการรับรู้ตลาดเอเชียต่อไป หลังจากที่พัฒนากิจกรรมดังกล่าวจนได้รับการยกย่องจาก SITE (Society for Incentive Travel Excellence) ให้ได้รับรางวัลคริสตัล อวอร์ด ในฐานะแคมเปญการตลาดอินเซนทีฟที่ประสิทธิผลที่สุดในปี 2559 ที่ผ่านมา หลังจากการแข่งขันระหว่างวันที่ 3-7 ต.ค.ที่ผ่านมา บริษัทปทุมธานีบริวเวอรี่ จำกัด หรือ เบียร์สิงห์ ตัวแทนจากไทย เป็นผู้ชนะเลิศในการแข่งขันและได้รับรางวัลแพ็คเกจอินเซนทีฟทัวร์อีก 20 แพ็คเกจนำพนักงานเดินทางมาไต้หวันอีกภายในโอกาสต่อไป
ส่วนเป้าหมายการจัดงานในปี 2560 วอลเตอร์ กล่าวว่า มีแผนนำการแสดงสินค้ามาจัดได้ราว 250 งาน, การจัดสัมมนานานาชาติ (คอนเวนชั่น) 200 งาน และอินเซนทีฟอีกไม่ต่ำกว่า 250 กลุ่ม โดยการดึงตลาดไมซ์จากไทยนั้น คาดว่าจะเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 10% เช่นกัน








