วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

จ่อเพิ่มสิทธิประโยชน์ ดันคลัสเตอร์ ‘แพทย์’

"บีโอไอ" เตรียมเพิ่มสิทธิประโยชน์ดึงลงทุนอุตสาหกรรมการแพทย์ หวังสร้างคลัสเตอร์การแพทย์ครบวงจร เผยนักลงทุนไทย-ต่างชาติเริ่มทยอยลงทุน

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ปรับปรุงร่างพ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน เพื่อเพิ่มสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนให้จูงใจกับนักลงทุนมากยิ่งขึ้น กำหนดเพดานการให้สิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีนิติบุคคลสูงสุดถึง13ปี เพื่อให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงที่ใช้เงินลงทุนเป็นจำนวนมาก และอุตสาหกรรมที่ไทยจำเป็นจะต้องดึงเข้ามาตั้งฐานภายในประเทศ

คลัสเตอร์การแพทย์ครบวงจร เป็นหนึ่งในคลัสเตอร์ตามนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมใช้เทคโนโลยีชั้นสูง และมีสินค้าบริการหลายชนิดเข้าข่ายที่จะได้รับการยกเว้นเนื่องจากอุตสาหกรรมนี้ใช้เวลาวิจัยยาวนานและใช้เงินลงทุนสูง จึงเห็นควรว่าจะต้องให้สิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น

สำหรับคลัสเตอร์การแพทย์ครบวงจร รัฐบาลได้กำหนดเป้าหมายใน4กลุ่มกิจการ ได้แก่ อุตสาหกรรมยา อุตสาหกรรมสมุนไพร เครื่องมือแพทย์ และบริการทางการแพทย์ โดยตั้งเป้าหมายให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์ของภูมิภาค

ก่อนหน้านี้ บีโอไอได้อนุมัติสิทธิประโยชน์ให้แก่โครงการลงทุนในกลุ่มกิจการผลิตยา และกิจการผลิตเครื่องมือแพทย์ จากเดิมที่กิจการผลิตยาไม่ได้รับการยกเว้นภาษี ก็จะเปลี่ยนเป็นให้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 5 ปี และหากโครงการใดยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนภายในปี 2560 จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 8 ปี เพื่อช่วยลดภาระผู้ผลิตยาที่จะต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากในการปรับปรุงโรงงานผลิตให้ได้มาตรฐาน

ส่วนกิจการผลิตเครื่องมือแพทย์ ซึ่งปัจจุบันให้การส่งเสริมอยู่แล้ว แต่เพื่อสนับสนุนให้กิจการเอสเอ็มอีไทยสามารถลงทุนผลิตเครื่องมือแพทย์ได้ จึงเห็นชอบให้เพิ่มประเภทกิจการผลิตเครื่องมือแพทย์ในมาตรการส่งเสริมเอสเอ็มอีไทย ซึ่งจะช่วยให้กิจการเอสเอ็มอีที่ผลิตเครื่องมือแพทย์ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มขึ้นอีก 2 ปี จากเกณฑ์ปกติ เช่น กิจการเครื่องมือแพทย์ที่ได้ยกเว้นภาษี 5 ปี ก็จะได้ยกเว้น 7 ปี เป็นต้น

สำหรับการส่งเสริมกิจการสถานพยาบาล จำเป็นจะต้องรอรายละเอียดของรัฐธรรมนูญว่าด้วยเรื่องระบบสุขภาพแห่งชาติ และนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข จากนั้นบีโอไอจะดำเนินการจัดทำแนวทางการส่งเสริมการลงทุนในกิจการสถานพยาบาลเพื่อนำเสนอบอร์ดพิจารณา

ด้านนางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการ บีโอไอ กล่าวว่านักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศให้ความสนใจเข้ามาลงทุนอุตสาหกรรมการแพทย์ โดยในกลุ่มยาก็มีหลายโครงการ เช่น กิจการวิจัยพัฒนาสายพันธุ์แบคทีเรียเพื่อใช้ในการผลิตวัคซีน เช่น วัคซีนป้องกันการติดเชื้อไอกรน ของบริษัท ไบโอเนท เอเชีย จำกัดกิจการวิจัยพัฒนาวัคซีนรวมหรือวัคซีนสูตรผสมที่ใช้เทคโนโลยีชีวภาพเช่น วัคซีนป้องกันโรคบาดทะยัก และวัคซีนป้องกันโรคคอตีบของบริษัท ไบโอเนท เอเชีย จำกัด

สำหรับกิจการของคนไทยในกลุ่มเทคโนโลยีชีวภาพ ที่ได้รับส่งเสริมการลงทุน เช่น กิจการ เทคโนโลยีชีวภาพของ บริษัท สยามไบโอซาย จำกัด เพื่อผลิตยาชีววัตถุปลอดเชื้อจากแบคทีเรียและเซลล์สัตว์เพื่อใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง โรครูมาตอยด์ โรคภูมิแพ้ และโรคสะเก็ดเงิน เงินลงทุน 330 ล้านบาท

นอกจากนี้ บริษัท สยามไบโอซาย จำกัด ยังมีกิจการเทคโนโลยีชีวภาพ เพื่อผลิตตัวทำปฏิกิริยาชีวภาพจากแบคทีเรีย จากเซลล์สัตว์ และสารละลายที่ใช้ในเทคโนโลยีชีวภาพซึ่งจะช่วยลดการนำเข้าตัวทำปฏิกิริยาทางชีวภาพจากต่างประเทศ ลดระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการนำเข้า ส่งผลให้ต้นทุนการตรวจวิเคราะห์ทั้งด้านการแพทย์อุตสาหกรรมอาหาร และอุตสาหกรรมเกษตรลดลง และยังเป็นการพัฒนาบุคลากรของประเทศให้สามารถผลิตผลิตภัณฑ์ที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูงอีกด้วย

ขณะเดียวกัน ก็มีบริษัทคนไทยอย่าง บริษัท โรงงานเภสัชกรรม เกร๊ทเตอร์ฟาร์ม่า จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตยาแผนปัจจุบัน ได้ยกระดับไปสู่กิจการ สเตมเซลล์ หรือการเก็บรักษาเซลล์ต้นกำเนิดเพื่อให้นำไปใช้ประโยชน์ต่อเจ้าของเซลล์ในอนาคต

นอกจากนี้ ภาครัฐจะบูรณาการหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องจัดสรรงบประมาณในปี2561ในการจัดทำแผนการสนับสนุน และงบวิจัยพัฒนาในอุตสาหกรรมยาอย่างเต็มที่ โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จะเร่งสร้างห้องทดสอบทางวิทยาศาสตร์ให้เพิ่มขึ้น รวมทั้งจะปรับปรุงขั้นตอนการตรวจรับรองยาให้รวดเร็ว โดยการให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมตรวจสอบรับรองยาสมุนไพร

ในเบื้องต้น อย. มีแผนที่จะแยกงานส่วนตรวจรับรองงานวิจัยยาออกจากระบบราชการ เพื่อให้มีความคล่องตัว และสามารถเพิ่มค่าตอบแทนให้กับผู้เชี่ยวชาญได้มากขึ้น เพราะหากอยู่ในระบบราชการจะมีข้อกำหนดค่าตอบแทนที่น้อย ทำให้ขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญเข้ามาตรวจรับรองงานวิจัย

ด้านองค์การเภสัชกรรม ก็จะต้องแก้ไขกฎหมายลดการผูกขาดกับโรงพยาบาลรัฐ โดยจะค่อยๆเปิดให้ยาที่ผลิตได้ภายในประเทศที่มีคู่แข่งหลายรายและมีราคาที่เหมาะสมเข้ามาขายให้กับโรงพย

ทั้งนี้ มาตรการการส่งเสริมในอุตสาหกรรมยาดังกล่าว ผลที่ได้จะทำให้ราคายาภายในประเทศลดลงทันที โดยเฉพาะในกลุ่มยาที่ได้จากสารสกัดสมุนไพร จะทำให้ลดราคายาในกลุ่มนี้ลงถึง40%และในระยะยาวจะมีราคาลดลงอีก เพราะว่าต้นทุนในการวิจัยจะลดลง ซึ่งหากนำเข้ามาทดแทนยานำเข้าได้ ก็จะช่วยลดต้นทุนในการรักษาพยาบาลลงอีกมาก

สำหรับผลิตภัณฑ์เป้าหมายที่ได้รับการส่งเสริม ในกลุ่มอุตสาหกรรมยา ประกอบด้วย สารออกฤทธิ์สำคัญในยา ยาแผนปัจจุบัน ยาชีววัตถุ และอุตสาหกรรมสมุนไพร กลุ่มเครื่องมือแพทย์ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ผู้สูงอายุ เครื่องมือรักษาผิวพรรณและความงาม วัสดุใช้สิ้นเปลืองที่มีนวัตกรรม วัสดุฝังใน ชิ้นส่วนเครื่องวินิจฉัยทางไฟฟ้าและรังสี หุ่นยนต์ทางการแพทย์และระบบอัตโนมัติ ทันตกรรม เทคโนโลยีการรักษาโรคทางไกล คอนแทคเลนส์ และแก้วตาเทียม น้ำยาและชุดตรวจวินิจฉัย

ส่วนบริการทางการแพทย์ ประกอบด้วย ศูนย์บริการทางการแพทย์เฉพาะทางที่มีการใช้เครื่องมือที่ทันสมัย กิจการบ้านพักผู้สูงอายุ กิจการบริการแพทย์แผนไทย การผลิตและพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ ศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพ กิจการบริหารเทคโนโลยีทางการแพทย์ และกิจการโลจิสติกส์เพื่อการรักษาพยาบาล