แม้นโยบายการเงินต่างประเทศทำดัชนีเหวี่ยง แต่พื้นฐานเศรษฐกิจเมืองไทยพ้นจุดต่ำสุดแล้ว โอกาสวิ่งแตะ 1,600 จุด ก่อนหมดปีพอมีลุ้น 'มณฑล จุนชยะ'
หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุนทั่วโลกให้ความสำคัญกับผลการประชุมการดำเนินนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลัก โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ)
สะท้อนผ่าน SET INDEX ที่เด้งรับข่าวธนาคารกลางทั้งสองประเทศ มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายระยะสั้นในช่วง 0.25-0.50% และคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับติดลบ 0.1% เมื่อวันที่ 21 ก.ย.ที่ผ่านมา ตามลำดับ
'มณฑล จุนชยะ' ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม วรรณ จำกัด มีมุมมองต่อเรื่องนี้ว่า การคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายรอบนี้ของสองประเทศเศรษฐกิจหลักเป็นเพียง 'การยื้อเวลา' เท่านั้น
เพราะช่วงที่เหลือของปี 2559 ธนาคารกลางสหรัฐอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างน้อย 1 ครั้ง ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นอาจออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แม้แวดวงการเงินจะตั้งคำถามว่า นโยบายการเงินที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง (Divergent Policy) ของประเทศดังกล่าวมีประสิทธิภาพจริงหรือไม่ก็ตาม
ในฐานะผู้คร่ำหวอดวงการเงินมา 20 ปี วิเคราะห์ว่า ไม่ว่านโยบายการเงินของสองประเทศเศรษฐกิจหลักจะมีประสิทธิภาพหรือไม่ แต่ช่วงที่เหลือของปีนี้ ตลาดหุ้นไทยอาจตกอยู่ในลักษณะ 'ผันผวน'
แน่นอนว่า ปัจจัยนอกบ้านจะเป็นตัวแปรหลัก แม้นักลงทุนทั่วโลกจะรับรู้เรื่องธนาคารกลางสหรัฐอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายภายในปี 2559 แล้วก็ตาม ขณะเดียวกันการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของธนาคารกลางญี่ปุ่นอาจเป็นอีกแรงกระเพื่อมหนึ่ง
'ที่ผ่านมาคณะกรรมการเฟดบางคนออกมาแจกความผันผวนไปทั่วโลก หวังว่าจากนี้จะไม่ออกมาชี้นำเรื่องดอกเบี้ย จนกว่าจะผ่านพ้นวันเลือกตั้งประธานาธิบดีที่จะเกิดขึ้นวันที่ 8 พ.ย.นี้'
ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บอกว่า หากพิจารณาถึงตัวเลขเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศ เรายังคงมีความเห็น 'เชิงบวก' ต่อการลงทุนหุ้นไทยในระยะยาว สะท้อนผ่านการคงเป้าหมายดัชนีสิ้นปี 2559 ที่ระดับ 1,496-1,500 จุด
เหตุผลสนับสนุนความคิดนี้ คือ 'ภาวะเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว' นำทีมโดยประเทศสหรัฐอเมริกา หลังตัวเลขอัตราการว่างงานปรับลดลงมายืนระดับ 4.9% เทียบกับอดีตที่เคยอยู่สูงถึง 9% ขณะที่ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร หรือ Non-Farm Payrolls อยู่ในระดับที่ดีขึ้น และอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ระดับ 1.3-1.6% ถือเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างดี
ขณะเดียวกันเศรษฐกิจประเทศไทยผ่านพ้น 'จุดต่ำสุด' ไปแล้ว หลังตัวเลขรายได้ผลิตผลเกษตร หรือ Farm income อยู่ในระดับที่ดีขึ้น หลังราคาสินค้าเกษตรโดยรวมปรับตัวสูงขึ้น
นอกจากนั้นตัวเลขจีดีพีอยู่ในเกณฑ์ที่ดี และการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาลมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา นอกจากนั้นภาคการท่องเที่ยวมีหน้าตาดีขึ้น หลังทางการออกมาจัดการเรื่องทัวร์ศูนย์เหรียญอย่างจริงจัง สะท้อนผ่านตัวเลขในช่วง 7เดือนที่ผ่านมาที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเติบโตกว่า 12% และสภาพแวดล้อมภายในประเทศมีความสงบมากขึ้น
'เรื่องเหล่านี้จะช่วยให้ตัวเลขจีดีพีเมืองไทยขยับเกิน 3%'
'มณฑล' วิเคราะห์ความสวยของหุ้นไทยต่อว่า หากพิจารณาระดับราคาหุ้นต่อกำไร หรือ PE ของตลาดหุ้นไทยที่อยู่เฉลี่ย 15 เท่า แม้บางจังหวะจะมีมูลค่าสูงกว่าตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย แต่ถือว่าอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย ที่อยู่ในระดับ 17.37 ,19.43 ,16.88 เท่าตามลำดับ
ฉะนั้นหุ้นไทยยังคงน่าสนใจในสายตานักลงทุน ยิ่งพิจารณาถึงแนวโน้มกำไรของบริษัทจดทะเบียนจะพบว่า ในปี 2559 แล 2560 อาจปรับตัวดีขึ้นเฉลี่ย 20% และ10% ตามลำดับ หลังบริษัทจดทะเบียนสามารถสร้างกำไรในช่วงไตรมาส 2 ปี 2559 ได้สูงกว่าตลาดคาดการณ์ประมาณ 5-7% ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและราคาน้ำมันดิบ
'หากท่องเที่ยวดีต่อเนื่อง ,รายได้ภาคเกษตรขยับต่อ, การลงทุนของรัฐไม่ติดขัด, อัตราเงินเฟ้ออยู่ระดับ 0-0.6% และกำไรบริษัทจดทะเบียนโตต่อเนื่อง หุ้นไทยปีนี้มีลุ้นไปไกลถึง 1,600 จุด ยกเว้นมีเรื่องเซอร์ไพรส์เกิดขึ้นระหว่างทาง'
กูรูตลาดหุ้นมีมุมมองต่อเศรษฐกิจกลุ่มยุโรปว่า สถานการณ์ยังคงอยู่ในระดับ 'คงที่' วันนี้ยังไม่มีใครสามารถวิเคราะห์ได้ว่า จะมีประเทศใดเดินออกจากสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ตามประเทศอังกฤษหรือไม่ ซึ่งคงต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป โดยเฉพาะการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB)
ส่วนสถานการณ์ประเทศจีน ปีนี้ตัวเลขจีดีพีอาจยืนระดับ 6-6.5% และยังคงเดินหน้าปฎิรูปโครงสร้างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการดูแลเรื่องซัพพลายเหล็ก และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น สำหรับประเทศญี่ปุ่น ยังคงเดินหน้านโยบายการเงินเช่นเดิม
'มณฑล' ทิ้งท้ายว่า หากพิจารณาจากหลากหลายปัจจัยจะพบว่า ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย ถือเป็นตลาดที่น่าลงทุนมากที่สุด โดยเฉพาะประเทศไทย ,มาเลเซีย ,อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เนื่องจากประเทศเหล่านี้กำลังจะมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ที่สำคัญตัวเลขการบริโภคภายในประเทศปรับตัวดีขึ้น
กระจายพอร์ตรับยีลด์ 7%
ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน แนะนำการจัดพอร์ตลงทุนในช่วง 6-12 เดือนข้างหน้า เพื่อรับผลตอบแทนเฉลี่ย 6-7% ว่า สำหรับนักลงทุนที่ไม่สามารถรับความเสี่ยงได้ ขอให้เน้นลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น อายุไม่เกิน 1 ปี เป็นหลัก
ส่วนนักลงทุนที่มีความรู้เรื่องการลงทุนบ้าง แต่รับความเสี่ยงได้ปานกลางให้กระจายการลงทุนออกเป็น 3 สินทรัพย์ สัดส่วนฝั่งละ 30% ไล่มาตั้งแต่ตลาดหุ้น ตราสารหนี้ระยะสั้นอายุไม่เกิน 1 ปี และกองทุนรวม
สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง ให้เน้นลงทุนตลาดหุ้นและกองทุนรวม สัดส่วน 40% และ 30% ตามลำดับ ที่เหลือลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นอายุไม่เกิน 1 ปี ซึ่งการลงทุนในตลาดหุ้นให้ช้อน 'กลุ่มบิ๊กแคป' เป็นหลัก หลังนักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นกลุ่มนี้ค่อนข้างมากในช่วงที่ผ่านมา
ล่าสุดบลจ.วรรณ ได้เปิดขาย กองทุนเปิด วรรณ แอนไท คอรัปชั่น 70 หุ้นระยะยาว (ONE-ACT70LTF) ซึ่งกองทุนเปิดดังกล่าวจะลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานที่ดี หากไม่มีอะไรผิดพลาด ภายในปีนี้อาจเปิดกองทุนใหม่อีก 2 กอง
'ปัจจุบันตราสารหนี้ระยะสั้นอายุไม่เกิน 1 ปี สร้างผลตอบแทนเฉลี่ย 1.5-1.6% ตลาดหุ้นเฉลี่ย 12-14% และกองทุนรวมเฉลี่ย 6%'





