"พิชญ์ โพธารามิก" ยันต้องการถือหุ้นแจสให้มากสุด เพราะเล็งเห็นมูลค่าเพิ่ม จากการรับรู้ปันผล
การที่ “พิชญ์ โพธารามิก” ผู้ถือหุ้นใหญ่ประกาศทำคำเสนอซื้อหุ้น (เทนเดอร์ ออฟเฟอร์) บริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) JASหลังจากถือหุ้นเกิน 50%โดยราคาหุ้นรับซื้อที่ 7.25 บาท และใบสำคัญแสดสิทธิ์ชุดที่ 3 (JAS-W3) ราคาหน่วยละ3.68 บาท ในวันที่ 29 ก.ย. 2559 ถึงวันที่ 3 พ.ย. 2559 ขณะที่แรงซื้อหุ้นเริ่มแผ่วลงและราคาหุ้นแจสผันผวนแรงล่าสุดอยู่ที่ราคา 7.25 บาท วอร์แรนท์อยู่ที่ราคา 3.68 บาท
พิชญ์ อธิบายว่า การรับซื้อหุ้นแจสในราคาที่สูงกว่าราคาในกระดานหลักนั้น เพราะเชื่อว่าในอนาคตมูลค่าหุ้นแจส จะเพิ่มขึ้น โดยมีปัจจัยหลักที่สนับสนุนคือ ธุรกิจบอร์ดแบนด์ซึ่งเป็นเรือธงสำคัญของแจส จากนี้และต่อไป พิชญ์เชื่อว่าธุรกิจนี้จะเติบโตได้อีก เพราะการวางโครงข่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศ และรักษามาร์เก็ตแชร์ระดับ 30-40% ขณะเดียวกันบริษัทมีกระแสเงินสดในปัจจุบันระดับ 1 พันล้านบาทก็น่าจะเพียงพอต่อการผลักดันให้บริษัทมีการเติบโตได้
่ส่วนแผนการดำเนินธุรกิจ บริษัท จัสมิน เทเลคอม ซิสเต็มส์ จำกัด (มหาชน) JTS หลังทำเทนเดอร์เสร็จแล้ว คงจะต้องพิจารณาอีกครั้งว่า จะดำเนินการอย่างไรต่อไป แต่ปัจจุบันยังไม่มีแผนจะขายหุ้นหรือบริษัทให้ใคร
นอกจากนี้ แผนการขายสินทรัพย์เพิ่มเข้ากองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน (JASIF) จะเกิดขึ้นภายในต้นปีหน้า ซึ่งบริษัทจัสมินมีแผนจะขายหรือให้เช่าโครงข่ายใยแก้วนำแสงจำนวน ประมาณ 1 ล้านคอร์กิโลเมตรเข้ากองทุนเพิ่มเติมและจะส่งผลกองทุนอินฟราฯมีการเติบโตและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ถือหน่วยได้ ซึ่งบริษัทจัสมินก็เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของกองทุนเช่นกัน
รวมถึง บริษัทจัสมิน มีแผนจะเข้าไปลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งคงไม่ใช่การเข้าไปทำธุรกิจ 4 จี หากจะมองคงไปถึงระดับที่สูงกว่านั้น
“โดยส่วนตัวต้องการถือหุ้นแจสให้มากที่สุดเพราะเล็งเห็นมูลค่าเพิ่มที่กำลังจะเกิดขึ้นโดยเฉพาะการรับรู้เงินปันผล ยิ่งถือหุ้นมากก็ได้ปันผลมากขึ้นด้วย”
พิชญ์ย้ำว่า หุ้นที่เคยรับซื้อคืนครั้งก่อนก็จะนำมาลดทุนเหมือนทุกๆ ครั้งที่เคยทำ ซึ่งบริษัทจัสมิน รับซื้อหุ้นคืนทุกปีในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากนั้นก็นำหุ้นที่ซื้อคืนมาลดทุน และจะทำให้กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) เพิ่มขึ้น และการรับรู้เงินปันผลที่ได้รับตามสัดส่วนที่ถือหุ้นก็เพิ่มขึ้น ไม่เพียงเท่านั้น ยังรวมไปถึงผลตอบแทนที่จะได้รับจากเงินปันผลของกองทุนอินฟราฯอีกอีกด้วย
แม้ว่าช่วงที่รับเทนเดอร์ ออฟเฟอร์ หากราคาหุ้นปรับตัวลดลง “พิชญ์”บอกว่า พร้อมที่จะรับซื้อเช่นกัน ถึงแม้การถือครองหุ้นสัดส่วนที่สูงจะจำนวนหุ้นหมุนเวียนในตลาดหุ้น(ฟรีโฟลท)จะน้อยลง แต่คงไม่ให้ต่ำกว่าที่เกณฑ์ตลาดกำหนดไว้เพราะต้องการคงฐานะการเป็นบริษัทจดทะเบียนต่อไปตามที่ยืนยันไว้ตั้งแต่แรกแล้ว
นอกจากนี้ พิชญ์ ทิ้งท้ายไว้ว่า ตลาดหลักทรัพย์ไม่ได้ติดต่อขอข้อมูลการซื้อขายหุ้นโดยส่วนตัว และเชื่อว่าการทำรายการทุกครั้งเป็นไปตามกฏหมาย โดยการซื้อขายผ่านบล.ไทยพาณิชย์ จึงไม่น่ากังวลเรื่องการตรวจสอบ








