ครม.เห็นชอบโยกอำนาจกำกับดูแลออกใบอนุญาตรถเมล์ให้ ขบ. หวังปรับภาพลักษณ์ ขสมก.เป็นหน่วยงานประกอบกิจการเดินรถแข่งขันธุรกิจคล่องตัว
นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ที่ประชุมครม.เมื่อวันที่ 27 ก.ย.มีมติเห็นชอบยกเลิกมติ ครม. เดิมเมื่อวันที่ 11 ม.ค.2526 ที่ระบุให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เป็นผู้ประกอบการเดินรถเพียงรายเดียว และรถร่วมเอกชนจะต้องทำสัญญาเข้าร่วมเดินรถกับ ขสมก.
โดยหลังจากที่มติ ครม. เดิมดังกล่าวยกเลิกแล้ว ส่งผลให้ รถร่วม ขสมก. จะต้องมาขอใบอนุญาตกับ กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ซึ่งจะทำให้เกิดความชัดเจนในบทบาทและแนวทางกำกับดูแลการเดินรถโดยสารในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยกำหนดให้ ขบ.เป็นผู้กำกับดูแล (เลกูเรเตอร์)และให้ ขสมก. เป็นเพียงผู้ประกอบการเดินรถ (โอเปอเรเตอร์)ซึ่งจะทำให้เกิดการแข่งขันด้านการให้บริการเดินรถประจำทางในกรุงเทพฯ อย่างเป็นธรรม
นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) กล่าวว่า ในส่วนของรถร่วม ขสมก. ปัจจุบันมีอยู่ในจำนวน 111 สัญญา มีเส้นทางให้บริการรวมทั้ง ขสมก.และ รถร่วม ขสมก.กว่า 225 เส้นทาง ครอบคลุมระยะทางกว่า 6,000 กิโลเมตร (กม.) หากย้ายมาอยู่ภายใต้การกำกับของ ขบ. เบื้องต้นได้มีการเตรียมพร้อมปรับเส้นทางที่จะให้บริการเพิ่มเป็น 250 - 256 เส้นทาง ครอบคลุมระยะทางการ 7,000 กม. อย่างไรก็ดีสัญญาที่รถร่วมมีอยู่กับ ขสมก.นั้น ขณะนี้ให้ดำรงอยู่ต่อไปจนกระทั่งปี 2561 หลังจากนั้นรถเมล์ ขสมก. และรถร่วม ขสมก.หากประสงค์ให้บริการจะต้องมาขออนุญาต ขบ.ในฐานะผู้กำกับดูแลเท่านั้น
“แผนปฏิรูประบบรถโดยสารประจำทางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ จะช่วยแก้ไขปัญหาการเดินรถโดยสารประจำทางในปัจจุบันที่มีเส้นทางทับซ้อนและไม่ครอบคลุม ให้สามารถตอบสนองความต้องการเดินทางของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในเรื่องของคุณภาพของตัวรถ ความปลอดภัย ความรวดเร็วในการให้บริการ และภาครัฐก็สามารถกำกับดูแลการให้บริการอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน”
ส่วนประเด็นหนี้ค้างชำระที่ผู้ประกอบการรถร่วมเดิมติดค้างค่าเที่ยววิ่งของ ขสมก.ตั้งแต่ปี 2550 ได้สั่งการให้ ขบ. ใช้เป็นหลักเกณฑ์พิจารณาว่าหากมีเอกชนรายใดค้างชำระหนี้ ขสมก.พิจารณาว่ามีความเหมาะสมที่จะออกใบอนุญาตใหม่ให้หรือไม่ โดยผู้ประกอบการรถร่วมยังคงต้องชำระหนี้ที่มีอยู่เดิมกับ ขสมก.ให้ครบถ้วน






