วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กินเจปี59เม็ดเงินสะพัดทั่วกรุงกว่า 4,500 ล้าน

เทศกาลกินเจปี59 พื้นที่กรุงเทพฯสะพัด 4,500 ล้านบาท โต 7.2% เฉลี่ยนใช้จ่ายจ่ายวันละ 300 บาทต่อคน กำลังซื้อรุ่นใหม่ดัน“คลีนฟู้ดออนไลน์”บูม

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์เทศกาลกินเจปี 2559 ระหว่าง 1-9 ต.ค.2559 ผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพฯ จะใช้จ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่มเจ มูลค่ากว่า 4,500 ล้านบาท ขยายตัว 7.2%

โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 300 บาท/คน/วัน  อัตราการขยายตัวดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นผลมาจากผู้บริโภคเพิ่มจำนวนวันกินเจ และราคาสินค้าอาหารเจที่ปรับสูงขึ้น ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจาก 270 บาท/คน/วันในปีที่แล้ว

ขณะเดียวกันจำนวนผู้บริโภคอาหารเจที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องจากเทรนด์รักสุขภาพก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ค่าใช้จ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่มเจในช่วงเทศกาลกินเจปีนี้ปรับตัวสูงขึ้นจากปีที่แล้ว

 ปีนี้คนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ยังคงเลือกกินเจจากร้านอาหารมากที่สุด แต่เป็นที่จับตาว่าผู้บริโภคเจ “รุ่นใหม่” เริ่มเปิดกว้างให้กับช่องทางการขายใหม่ๆ โดยการเปลี่ยนมาเลือกซื้ออาหารเจจากร้านสะดวกซื้อ หรือซูเปอร์มาร์เก็ต รวมถึงการสั่งซื้ออาหารเจในรูปแบบคลีนฟู้ดออนไลน์และเดลิเวอรี่มากขึ้น ทดแทนช่องทางการขายรูปแบบเดิมๆ

ผู้บริโภคเจรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มพนักงานออฟฟิศ จัดเป็นกลุ่มลูกค้าที่น่าสนใจในการเข้าไปทำตลาดให้มากขึ้น เนื่องจากมีความใส่ใจในเรื่องสุขภาพและมีกำลังซื้อสูง ชอบทดลองหรือเลือกซื้ออาหารเจผ่านช่องทางใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ทั้งทางด้านรูปลักษณ์ รสชาติ คุณค่าทางโภชนาการ รวมถึงมีบริการจัดส่งถึงที่ ซึ่งน่าจะเป็นโอกาสทางธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการอาหารเชิงสุขภาพทางเลือกใหม่ๆ ที่จะเข้ามาทำตลาดเพื่อขยายฐานลูกค้าได้เพิ่มขึ้น อาทิ กลุ่มคลีนฟู้ดออนไลน์และเดลิเวอรี่ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่มออร์แกนิค กลุ่มอาหารเจประเภท Ready to Eat เป็นต้น

การทำตลาดเพื่อเจาะกำลังซื้อผู้บริโภคเจรุ่นใหม่ ประเด็นสำคัญคือ จะต้องตอบโจทย์วิถีการใช้ชีวิต โดยเฉพาะการเลือกใช้เครื่องมือทางการตลาดที่จะเข้าถึงคนกลุ่มนี้ให้ได้มากที่สุด เช่น สื่อโซเชียลมีเดีย เนื่องจากสามารถรับรู้ในตัวสินค้าและบริการได้ตลอดเวลา พร้อมกับบริการจัดส่งที่รวดเร็วทันใจ เพราะการดำรงชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในสังคมเมืองที่เร่งรีบ ไม่มีเวลา และต้องการความสะดวก

 

อาหารเจร้านสะดวกซื้อ – อาหารคลีน/เจออนไลน์ เดลิเวอรี่.... กระแสตอบรับดี

            หากพิจารณาถึงช่องทางในการเลือกซื้อหรือจับจ่ายอาหารและเครื่องดื่มเจสำหรับผู้บริโภคในช่วงเทศกาลกินเจ จะพบว่าคนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ยังเลือกกินเจจากร้านอาหารมากที่สุด เนื่องจากมีอยู่ทั่วไป หาง่ายและสะดวก รองลงมาคือ ซื้อสำเร็จรูปจากร้านอาหารมาทาน และซื้อจากร้านอาหารข้างทางแบบตักขาย ตามลำดับ

แต่เป็นที่น่าจับตาในปีนี้ ผู้บริโภคเริ่มเปิดกว้างให้กับช่องทางการขายใหม่ๆ มากขึ้น ทั้งการเลือกซื้อจากร้านสะดวกซื้อ หรือซูเปอร์มาร์เก็ต รวมถึงการสั่งซื้ออาหารเจในรูปแบบคลีนฟู้ดออนไลน์และเดลิเวอรี่ ซึ่งมีจุดดึงความสนใจผู้บริโภคอยู่ที่ความแปลกใหม่ของเมนูอาหารเจและการบริการที่เข้าถึงได้มากขึ้น อาทิ สั่งซื้อง่ายและการบริการส่งถึงที่ ทั้งนี้ แม้ว่าผู้ประกอบการกลุ่มนี้จะไม่ใช่ผู้เล่นหลักที่ครองพื้นที่ในตลาด แต่คาดว่าจะเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ที่เข้ามาช่วยสร้างเม็ดเงินเข้าสู่ตลาดอาหารและเครื่องดื่มเจได้ในระยะต่อไป จากตัวสินค้าที่มีความน่าสนใจและมูลค่าเพิ่มสูง ซึ่งคาดว่าจะได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้บริโภคกลุ่มเจรุ่นใหม่ ที่หันมาตัดสินใจซื้ออาหารและเครื่องดื่มเจจากช่องทางเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น

 

พฤติกรรมของผู้บริโภคเจรุ่นใหม่กับการเลือกซื้ออาหารและเครื่องดื่มเจในช่วงเทศกาลกินเจ

สนใจผลิตภัณฑ์เจกลุ่มพรีเมียมมากขึ้น: เนื่องจากให้ความสำคัญกับสุขภาพมาเป็นอันดับแรก จึงต้องการอาหารและเครื่องดื่มเจที่ดีต่อสุขภาพ ตั้งแต่วัตถุดิบที่ใช้ ส่วนประกอบในการปรุง คุณค่าทางโภชนาการ ไม่มัน มีการปรุงแต่งน้อย คำนวณแคลอรี่ให้ พร้อมหน้าตาอาหารที่ดูน่ารับประทาน มีให้เลือกหลากหลาย รสชาติถูกใจ แม้ว่าราคาจะสูงกว่าอาหารและเครื่องดื่มเจทั่วๆ ไป แต่ก็พร้อมหรือเต็มใจที่จะจ่าย

ต้องการทดลองทางเลือกในการบริโภคใหม่ๆ: นอกเหนือจากช่องทางจำหน่ายเดิมๆ ที่มักจะมีเมนูไม่กี่อย่าง หรือมีส่วนประกอบจากแป้ง หรือน้ำมันที่มากเกินไป ไม่จูงใจให้รับประทาน

ต้องการความสะดวก รวดเร็ว: จากวิถีชีวิตที่ค่อนข้างเร่งรีบ ไม่ค่อยมีเวลาออกไปเลือกซื้ออาหารในทุกๆ มื้อได้ ดังนั้น ถ้าสามารถสั่งซื้อได้ทันที มีการจัดส่งถึงที่ หรือซื้อเก็บไว้ทานได้ตามสะดวก ทำให้ตัดสินใจเลือกซื้อได้ง่ายขึ้น

จากพฤติกรรมการบริโภคและการเลือกซื้อของผู้บริโภคเจรุ่นใหม่ ที่แตกต่างไปจากผู้บริโภคเจดั้งเดิมที่ยังเน้นประกอบอาหารเจทานเอง โดยเลือกทานเจในรูปแบบง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก เน้นหาซื้อสะดวก ไม่แพง น่าจะเป็นโอกาสทางธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการอาหารเชิงสุขภาพ และเน้นรูปแบบการให้บริการใหม่ๆ ที่จะเข้ามาทำตลาดเพื่อขยายฐานลูกค้าได้เพิ่มขึ้น อาทิ กลุ่มคลีนฟู้ดออนไลน์ (Clean Food Online) กลุ่มอาหารและเครื่องดื่มออร์แกนิค กลุ่มอาหารเจประเภท Ready to Eat เป็นต้น

 

จับตา“กลุ่มผู้บริโภคเจรุ่นใหม่” ... เป้าหมายทางการตลาดในช่วงเทศกาลกินเจ

เทรนด์การบริโภคอาหารและเครื่องดื่มเจ ได้มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมไปมาก ส่งผลต่อทิศทางตลาดและการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ โดยหากมองถึงการปรับตัวในระยะข้างหน้า พบว่า จะแตกต่างกันไปตามกลุ่มเป้าหมายที่ผู้ประกอบการแต่ละรายเข้าไปจับตลาด ดังนี้

ผู้บริโภคเจดั้งเดิม: ผู้บริโภคกลุ่มนี้ยังให้ความสำคัญกับวิธีการปรุงอาหารที่ถูกหลักวิธีกินเจ และกว่า60% บริโภคอาหารเจทุกมื้อ (9 วัน) ดังนั้น ในการเลือกซื้ออาหารเจ ผู้บริโภคกลุ่มนี้จะไม่เน้นความแปลกใหม่ของเมนูมากนัก แต่จะเน้นไปที่ร้านดั้งเดิมหรือช่องทางการขายเดิมๆ หรือร้านประจำที่คุ้นเคย อาทิ ร้านอาหารเจที่อยู่ใกล้บ้านหรือที่ทำงาน หรือร้านแผงตักขายข้างทาง ภายใต้ความสมเหตุสมผลของราคาอาหารที่สอดคล้องกับคุณภาพอาหารที่ได้รับ

 

การทำตลาดกับผู้บริโภคกลุ่มนี้ นอกเหนือจากรสชาติอาหารที่เป็นจุดขายสำคัญแล้ว ผู้ประกอบการอาจจะต้องให้ความสำคัญกับเมนูอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคกลุ่มนี้เริ่มค่อนข้างมีอายุ และเริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น จากสภาพร่างกายที่เริ่มเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ จากการที่ลูกค้ากลุ่มนี้อาจจะเป็นตัวแทนของครอบครัวในการเลือกซื้ออาหารมารับประทานร่วมกัน การอำนวยความสะดวกในเรื่องของการส่งถึงที่หรือเดลิเวอรี่ อาจจะทำให้ลูกค้ากลุ่มนี้ เลือกใช้บริการหรือผูกปิ่นโตกับทางร้านมากขึ้น พร้อมบริการเสริม อาทิ การจัดเมนูเป็นเซตตามจำนวนสมาชิกในครอบครัว การมีเมนูอาหารที่สามารถสั่งทำได้ หรือเลือกเวลาในการจัดส่งควบคู่ไปด้วย

ผู้บริโภคเจรุ่นใหม่: อาทิ กลุ่มพนักงานออฟฟิศ ผู้ประกอบการธุรกิจส่วนตัว ข้าราชการ หรือกลุ่มลูกค้า High-End ที่มีกำลังซื้อสูง ฯลฯ เป็นกลุ่มผู้บริโภคที่ผู้ประกอบการน่าจะเข้าไปทำตลาดให้มากขึ้น แม้อัตราการบริโภคอาหารเจจะน้อยกว่าผู้บริโภคเจกลุ่มดั้งเดิม (เฉลี่ย 5 วัน และรับประทานวันละ 2 มื้อ) แต่มีอำนาจการซื้อค่อนข้างสูง

โดยผู้บริโภคกลุ่มนี้ส่วนใหญ่นิยมกินเจเพราะอยากทดลองตามกระแสเทศกาล ไปพร้อมๆ กับการอิ่มบุญจากการงดเว้นเนื้อสัตว์ ดังนั้น แม้ว่าช่องทางการเลือกซื้ออาหารและเครื่องดื่มเจจะยังคงเป็นการเลือกกินจากร้านอาหารมาเป็นอันดับแรก แต่เนื่องจากผู้บริโภคกลุ่มนี้กล้าที่จะใช้จ่ายหรือทดลองซื้ออาหารเจที่มีความแตกต่าง แปลกใหม่ ทั้งรสชาติอาหาร รูปลักษณ์อาหารที่ดูน่ารับประทาน เมนูอาหารที่หลากหลาย และรูปแบบการให้บริการที่แตกต่างจากช่องทางการขายเดิมๆ อีกทั้งผู้บริโภคบางส่วนไม่อยากไปเลือกซื้อหรือต้องการหลีกเลี่ยงผู้คน และสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย (อากาศร้อน ฝนตก)

ส่งผลให้ช่องทางการขายสมัยใหม่ที่เน้นอำนวยความสะดวกและรวดเร็วอย่างร้านสะดวกซื้อหรือซูเปอร์มาร์เก็ต รวมถึงการสั่งซื้ออาหารเจในรูปแบบคลีนฟู้ดออนไลน์และเดลิเวอรี่ มีแนวโน้มได้รับความนิยมมากขึ้น ทดแทนช่องทางการขายรูปแบบเดิมๆ (ซื้ออาหารเจสำเร็จรูปจากร้านอาหาร และร้านอาหารข้างทางแบบตักขาย)

การทำตลาดกับผู้บริโภคกลุ่มนี้ สิ่งแรกจะต้องเข้าใจว่าราคาไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่สุดในการเลือกซื้อ แต่ผู้บริโภคจะต้องรู้สึกถึงความคุ้มค่าคุ้มราคา ทั้งในด้านของคุณภาพอาหาร (วัตถุดิบ/ส่วนประกอบที่เลือกใช้) คุณค่าทางโภชนาการ (ไม่มัน ไม่เน้นแป้ง แต่ให้พลังงานและดีต่อสุขภาพ) และด้านบริการ (การจัดส่งถึงที่ สั่งซื้อง่าย)

            ดังนั้น ผู้ประกอบการควรนำเสนอเมนูอาหารเจในลักษณะที่มีความพรีเมียม สร้างเมนูที่แตกต่างดูชวนให้น่ารับประทาน  ควบคู่กับการตระหนักถึงความใส่ใจสุขภาพของผู้บริโภค อาทิ การคำนวณแคลอรี่ให้ พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกด้านการสั่งซื้อที่ไม่ยุ่งยาก มีให้เลือกหลากหลายช่องทาง รวมถึงช่องทางการชำระเงินและบริการจัดส่งที่รวดเร็วทันใจ เพราะการดำรงชีวิตส่วนใหญ่ของผู้บริโภคกลุ่มนี้อยู่ในสังคมเมืองที่เร่งรีบ ไม่มีเวลา เมื่อมีความต้องการ ก็อยากได้รับถึงมือทันที มีความยืดหยุ่นในเรื่องเวลาของการรับ-สั่งสินค้าในเวลาที่สะดวก เป็นต้น และสำคัญที่สุดคือ ต้องเลือกใช้เครื่องมือทางการตลาดที่จะเข้าถึงคนกลุ่มนี้ให้ได้มากที่สุด เช่น สื่อโซเชียลมีเดีย เนื่องจากสามารถรับรู้และมองเห็นตัวสินค้าและบริการได้ อาทิ การรีวิวสินค้าจากผู้เคยใช้บริการ เป็นต้น