วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

Big data โจทย์ท้าทาย’เอสเอสไอ เชฟเฟอร์ฯ’

‘เอสเอสไอ เชฟเฟอร์ฯ’ระบบคลังสินค้าเยอรมันกว่า 20 ปีที่’สราวุธ เล้าประเสริฐ’ ผู้จัดการไทยตีโจทย์ยุคข้อมูลBig Dataแบรนด์ดีคือเกาะกำบังทุกสิ่ง

การขับเคลื่อนธุรกิจยุคนี้ต่างจากอดีต เมื่อข้อมูลข่าวสารล้มทับผู้บริโภค (Big data) การสืบค้นข้อมูลแบรนด์ง่ายแสนง่ายเพียงปลายนิ้ว ไม่เฉพาะข้อมูลด้านบวก แต่หมายรวมถึงด้านลบ

แบรนด์จึงต้องทำตัวเป็นแบรนด์ที่ดี หรือ พลาดให้น้อยที่สุด!

กลายเป็นเหตุผลให้ “สราวุธ เล้าประเสริฐ” ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท เอสเอสไอ เชฟเฟอร์ ซิสเต็มส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ลุกมาเคลื่อนแบรนด์ให้“เท่าทัน”การเปลี่ยนแปลงของโลกเทคโนโลยี สื่อสารให้ผู้บริโภครับรู้ถึงการเป็นแบรนด์ที่ดี มีคุณภาพ

“ตลาดรู้ในสิ่งที่เรา (แบรนด์) ก็รู้ ฉะนั้นสิ่งที่เราต้องตอบสนองตลาด คือ ต้องมีข้อมูลที่ทันสมัย คมชัด ถูกต้อง เฉพาะตัว และแตกต่างสุดๆ แล้วแชร์ให้ผู้บริโภครับรู้ เพราะยิ่งแชร์มากเท่าไหร่ ลูกค้ายิ่งมีข้อมูลเรามากเท่านั้น หากไม่มีข้อมูลแบรนด์เรา ลูกค้าก็จะไปมีข้อมูลของแบรนด์อื่นแทน”

สำหรับแบรนด์ “เอสเอสไอ เชฟเฟอร์” คือผู้ให้บริการด้านการออกแบบ ติดตั้ง และการจัดระบบคลังสินค้า ที่ผ่านมาอาจรู้จักกันในวงแคบ และจำกัดอยู่ในวงการโลจิสติกส์เป็นหลัก

ทว่า ข้อมูลที่หลายคนไม่รู้ แบรนด์นี้ดูแลลูกค้าองค์กรระดับ “บิ๊กเนม” ในไทยมากกว่า 2,000 ราย ตลอดระยะเวลา 28 ปีของการดำเนินธุรกิจในไทย เช่น การทำชั้นวางเก็บอาหาร เครื่องปรุง เครื่องดื่มให้กับการบินไทย, การติดตั้งชั้นวางสินค้าขนาดใหญ่ให้กับคลังสินค้าของท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต, ซีพีออลล์, เทสโก้ โลตัส, ดีเอชแอล, จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน, ยูนิลีเวอร์ และ พีแอนด์จี เป็นต้น

สราวุธ คือลูกหม้อที่ร่วมงานกับเอสเอสไอ เชฟเฟอร์ มาตั้งแต่ยุคบุกเบิกตลาดในไทย เมื่อ 21 ปีก่อน ในยุคที่การทำตลาดผ่านสื่อยังไม่ซับซ้อนเหมือนปัจจุบัน

“ในอดีตธุรกิจคลังสินค้าไม่ใช่ภาพที่เห็นวันนี้ ลูกค้ายังสนุกสนานกับการมีคนงานเดินเต็มคลังไปหมด และมองภาพไม่ออกว่าไทยจะเข้าสู่ระบบคลังสินค้าอัตโนมัติได้อย่างไร เวลาเปลี่ยน ตลาดเปลี่ยน เมื่อไทยเริ่มเกาะเทรนด์โลกให้ความสำคัญกับระบบอัตโนมัติมากขึ้น จากที่เคยจำหน่ายสินค้าผ่านคลังสินค้าอัตโนมัติเป็นศูนย์ (0%) ก็ขยับเป็น30%”

ขณะที่ภารกิจขับเคลื่อนธุรกิจวันนี้ เขาบอกว่า จะเน้นไปที่การนำเสนอบริการระบบ “คลังสินค้าอัตโนมัติ” มากขึ้น แม้ไม่ใช่โจทย์หิน แต่ก็ไม่ง่าย เพราะดีกรีการใช้เทคโนโลยี เครื่องจักรแทนคนของไทย ยังอีก“ไกล”เมื่อค่าแรงยังถูกกว่าค่าแรงในยุโรป ที่ค่าแรงแพง แต่เครื่องจักรราคาไม่แพง

ต่างจากในไทยที่ค่าแรงถูก เครื่องจักรราคาแพง!

ดังนั้นการขายเทคโนโลยีเยอรมันที่การันตี “คุณภาพ” แต่มาพร้อมกับ “ราคาแพง” ทำให้ต้องออกแรงมาก แต่โชคดีที่ตลาดยังมี “ขุมทรัพย์” อยู่มาก โดยเขาวิเคราะห์ว่า..

“โอกาสตลาดวันนี้เยอะกว่าในอดีต เพราะเทคโนโลยีพัฒนารวดเร็ว ต่างจากในอดีตที่ต้องใช้เวลากว่า 20 ปีในการพัฒนาคลังสินค้ากว่าจะยกระดับมาถึงจุดนี้ แต่ในอนาคตอาจใช้เวลาแค่ 5 ปี”

นอกจากนี้ 5 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจคลังสินค้ายังเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยผู้ประกอบการต่างหันมาลงทุนสร้างคลังสินค้าที่มี “ขนาดใหญ่” จากที่เคยแปลงห้องแถว 3 คูหา มาเป็นคลังสินค้าที่ทันสมัย ได้มาตรฐาน เป็นอาคารสูง สวยงาม พื้นดี เอื้อต่อการทำงาน

“เทรนด์มาแบบนี้ น้อยคนที่จะกลับไปทำคลังสินค้ารูปแบบเดิม”

ผู้ประกอบการยังมองการใช้ประโยชน์ต่อพื้นที่มากขึ้น มองการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการคลังสินค้าเข้มข้นขึ้น มองการคืนทุน ตรึกตรองว่าถ้าสินค้า 1 ชิ้น มีอายุอยู่ในคลังสินค้า 1 ปี ย่อมเป็นการแบกสต๊อก 365 วัน หรือขายสินค้าได้เพียงแค่ปีละครั้ง ก็ต้องคิดใหม่ โดยหลายองค์กรโฟกัสให้เป็นธุรกิจหน่วยหนึ่ง ที่สร้างกำไร

ขณะที่ความท้าทายธุรกิจปีนี้ เขาประเมินว่ายังอยู่ที่ “ภาวะเศรษฐกิจ” ที่ยังไม่ฟื้นตัว

“บริษัทตระเวนพบปะเสนองานแก่ลูกค้า ยากที่จะปลอดคำถามว่า เศรษฐกิจจะดีแล้วเหรอ เบาๆหน่อย มันยังไม่แน่นอน สุดท้ายทำให้ลูกค้ายังไม่ตัดสินใจลงทุน การขับเคลื่อนธุรกิจปีนี้เลยต้องยืดหยุ่นและระมัดระวังอย่างยิ่ง”

แต่ใช่ว่าธุรกิจปีนี้จะท้าทายและหินปีเดียว สราวุธ เห็นว่า การทำธุรกิจตลอด 21 ปีที่ผ่านมา “ทำงานยากทุกปี (หัวเราะ) ไม่มีปีไหนง่าย ที่ตื่นเช้ามา แล้วทำยอดขายได้เลย ทุกปี มีความท้าทายไม่เหมือนกัน ต้องเหนื่อยทั้งนั้น”

บริหารธุรกิจกว่า 20 ปี เป้าหมายรายได้ 5 ปีข้างหน้า เขาต้องการให้ยอดขายแตะ 1,000 ล้านบาท หรือเติบโต “เท่าตัว” จากปัจจุบันมียอดขาย 400-500 ล้านบาท

ทว่า สิ่งที่ต้องการมากสุด คือ การนำเสนอสิ่งที่ดีให้ลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าประสบสำเร็จในการดำเนินธุรกิจ นำเทคโนโลยีไปช่วยให้คลังสินค้ามีประสิทธิภาพ

“ส่วนผลของการเป็นผู้นำตลาด ชื่อเสียงจะตามมาด้วยผลธุรกิจอยู่แล้ว”

---------------------------------

 “วางแผน-มีวินัย”

ที่มา..เยอรมันสไตล์

หากเอ่ยถึงเทคโนโลยีเยอรมัน ชื่อนี้ การันตี “คุณภาพ” ได้กระบุงโต ถ้ากล่าวถึงชื่อชั้น “เอสเอสไอ เชฟเฟอร์” ในระดับโลก

รับรู้กันว่าเป็นผู้ให้บริการด้านการออกแบบ ติดตั้ง และการจัดระบบคลังสินค้าครบวงจร เบอร์1ของโลก มียอดขายทั่วโลกในปี2558 ที่ 2,500 ล้านดอลลาร์

“สราวุธ เล้าประเสริฐ” ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท เอสเอสไอ เชฟเฟอร์ บอกว่า บางครั้งก็แอบตั้งคำถามกับตัวเองเหมือนกันว่า เยอรมัน เอ็นจิเนียริ่ง ดีอย่างไร ?

ก่อนจะได้คำตอบว่า เป็นเพราะเทคโนโลยีแบบเยอรมัน “คิดหลายชั้น” บางอย่างเรียกว่าเหนือกว่าสินค้าประเภทเดียวกันถึง 10 เท่า สินค้าบางรายการพบว่าโอกาสอาจเกิดความผิดพลาดเท่ากับ 0.1% ถึงกระนั้นก็ยังต้องหา “ปิดจุดอ่อน” ที่เหลืออยู่ให้ได้

นอกจากนี้ สิ่งที่ซึมซับเพิ่มมาจากการบริหารงาน คือ การไตร่ตรอง ตรรกะการคิด วางแผน การมีวินัยในการทำงาน

“เหมือนดูฟุตบอลเยอรมัน ต้องวางแผน ต้องตรวจสอบแผนว่ามัน make sense ไหม?”

เอสเอสไอ เชฟเฟอร์ มีพนักงานทั้งสิ้น 29 คน ไม่มีคนต่างชาติเลย แต่ทุกคนกลับทำงานอยู่ในร่องในรอย และวิธีคิดแบบเยอรมัน

“เราเชื่อว่าต้องมีวินัย งานจึงจะลุล่วงได้ ถ้าหากเราหละหลวม จะเป็นช่องว่างให้ดำเนินธุรกิจไม่เป็นไปตามแผน”