วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

หุ้น 'การบิน' สะเทือน พิษปราบทัวร์ศูนย์เหรียญ

เดือนก.ย. ที่ผ่านมา หุ้นกลุ่มสายการบินมีการปรับตัวลดลง ส่วนหนึ่งมาจากผลกระทบของกรณีการปราบปราม "ทัวร์ศูนย์เหรียญ"

ในเดือนก.ย.2559 หุ้นกลุ่มสายการบินมีการปรับตัวลดลง ส่วนหนึ่งมาจากผลกระทบของกรณีการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญ ซึ่งหากพิจารณาราคาหุ้นสายการบินปรับตัวลดลงทุกบริษัท

ประกอบด้วย หุ้นการบินไทย (THAI) ลดลง 19.84% หุ้นเอเอวี (AAV) ลดลง 2% หุ้นบีเอ (BA) ลดลง 4% หุ้นนกแอร์(NOK)ลดลง 7.19% ขณะที่ดัชนีหุ้นไทยปรับลดลง 3.60%

จากสำรวจความคิดเห็นของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ประเมินแนวโน้มอุตสาหกรรมธุรกิจการบินในครึ่งปีหลัง ในเชิงพื้นฐานน่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้น แต่ยังถูกกดดันเรื่องของการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญในบางส่วน และประเมินว่าเพียงผลกระทบระยะสั้น

บล.ทรีนีตี ระบุว่า การปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญ หรือ Zero-Dollar Tour โดยทั่วไปนั่นก็คือคณะนักท่องเที่ยวชาวจีน ที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวยังประเทศไทย จากการซื้อทัวร์ผ่านเอเยนต์ทัวร์ในประเทศจีน ซึ่งด้วยการขายแพ็คเกจราคาต่ำในลักษณะนี้ก่อให้เกิดปัญหาตามมาอย่างมากทั้ง การทิ้งลูกทัวร์ และ การบังคับข่มขู่นักท่องเที่ยวเพื่อให้ซื้อสินค้าและบริการ

ปัญหาดังกล่าวนับได้ว่าเป็นปัญหาในระดับรัฐต่อรัฐ โดยรัฐบาลจีนเองได้ออกกฎหมายเพื่อสนับสนุนนโยบายกวาดล้างทัวร์ศูนย์เหรียญของไทย เพื่อขจัดปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวชาวจีนเอง ในขณะที่รัฐบาลไทยก็ต้องการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญเพื่อทำให้เกิดการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ

ความเห็นของฝายวิจัยนั้น หากมองถึงผลกระทบที่มีโอกาสเกิดขึ้นกับ AAV ซึ่งมีผู้โดยสารชาวจีนใช้บริการราว 24% นั้น น่าจะเป็นผลกระทบผ่านการให้บริการเครื่องบินเช่าเหมาลำ หรือ Charter Fight ซึ่งเป็นหนึ่งในบริการที่เอเยนต์ทัวร์ในประเทศจีนนิยมเลือกใช้เนื่องจากตอบโจทย์รูปแบบทัวร์ราคาต่ำได้ดี ดังนั้นหากพิจารณาถึงเครื่องบินเช่าเหมาลำที่ AAV ให้บริการ ณ ปัจจุบันจำนวนทั้งสิ้น 2 ลำ จากทั้งหมด 49 ลำ โดยรายได้จากการให้บริการดังกล่าวอยู่ที่ราว 4-7% ของรายได้รวม แม้ในปัจจุบันผลกระทบจากมาตราการดังกล่าวต่อธุรกิจสายการบินไทยแอร์เอเชีย ยังไม่เห็นชัดเจนนัก แต่หากมองถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้นั้นน่าจะอยู่ในรูปแบบของความถี่เที่ยวบินที่อาจลดลง หรือ การยกเลิกสัญญาการเช่าเหมาลำ เราจึงได้ทำสมมติฐานผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นเป็น 2 กรณี ดังนี้

กรณีเลวร้ายที่สุด (worst case) คือสายการบินไม่มีรายได้จากเครื่องบินเช่าเหมาลำเลย และลูกค้าชาวจีนในเที่ยวบินแบบประจำลดลง 10% จะส่งกระทบต่อ EPS ราว 0.03 บาท/หุ้น

กรณีฐาน (base case) คือรายได้จากเครื่องบินเช่าเหมาลำลดลง 20% และลูกค้าชาวจีนในเที่ยวบินแบบประจำลดลง 5% จะส่งกระทบต่อ EPS ราว 0.01 บาท/หุ้น และยังคงมี CAGR ปี 59-64 อยู่ที่ 18% ซึ่งมองว่าโอกาสเกิด worst case นั้นมีน้อยมาก และหากความต้องการเช่าเครื่องบินเหมาลำลดน้อยลงบริษัทฯสามารถนำเครื่องบินเช่าเหมาลำมาให้บริการเที่ยวบินแบบประจำแทนได้

โดยคาดผลกระทบเชิงลบจากมาตรการดังกล่าวจะเกิดขึ้นเพียงในระยะสั้นเท่านั้น แต่จะส่งผลดีในระยะยาวต่อธุรกิจท่องเที่ยวในประเทศไทย เนื่องจากมาตรการดังกล่าวจะเป็นการคัดกรองนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพเข้ามาในไทย