บล.เอเชียเวลท์ แนะนักลงทุนระยะสั้นช่วงนี้เมาะถือเงินสด ขณะนักลงทุนระยะยาวเน้นลงทุนได้ประโยชน์จากโครงการรัฐ
นายวรุตม์ ศิวะศริยานนท์ กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัยบล.เอเชีย เวลท์ เปิดเผยว่า ในแง่กลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้ ขึ้นอยู่กับประเภทของนักลงทุน หากเป็นนักลงทุนระยะสั้น ช่วงนี้แนะนำให้ถือเงินสด และรอดูสถานการณ์โดยรวม แต่สำหรับนักลงทุนระยะกลางถึงยาว ตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 1 ปี ขึ้นไป มองว่าเศรษฐกิจโลกอยู่ในขาขึ้นแล้ว หลังจากเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวชัดเจนแล้ว จากสัญญาณการจะปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟด
ดังนั้น การที่เศรษฐกิจสหรัฐฟื้น ก็จะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจโลก ด้านเศรษฐกิจไทยมีการเติบโตหลังจากจีดีพีไตรมาส 2 ดีขึ้นเป็นลำดับ และคาดไตรมาส 3 น่าจะออกมาดีเช่นกัน รวมถึงผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนก็ดีอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นในเชิงพื้นฐานตลาดหุ้นไทย ยังไปต่อได้ เพียงแต่ในช่วงสั้น ยังถูกกดดันจากปัจจัยต่างๆ
ดังนั้นในแง่ของการลงทุนระยะยาว theme การลงทุน ให้เน้นลงทุนในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากโครงการภาครัฐขนาดใหญ่ หุ้นโรงพยาบาล และหุ้นที่เคลื่อนไหวตามวัฏจักรเศรษฐกิจ (Cyclical) เช่น หุ้นกลุ่มธนาคาร และหุ้นกลุ่มบริการ กลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ
สำหรับ Trading Idea ประจำสัปดาห์นี้ บล.เอเชีย เวลท์ แนะนำซื้อหุ้น PTTGC ของ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) โดยที่ผ่านมาราคาหุ้นปรับตัวลดลง ขณะที่ผลการดำเนินงานของบริษัท ในช่วงที่เหลือของปีคาดแข็งแกร่ง ขึ้นเนื่องจากจะไม่มีการหยุดซ่อมบำรุงโรงงานหลายๆ หน่วยเช่นที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีแรก และผลการดำเนินงานในปีหน้าก็จะดียิ่งขึ้นอีกจากการขยายตัวของสาย olefin ในวัฏจักรขาขึ้น และการฟื้นตัวของสาย aromatic ที่น่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว
"เราคาดราคาขายผลิตภัณฑ์ Polyolefin ของหน่วยธุรกิจโอเลฟินส์ ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัทฯ จะค่อยๆ ปรับตัวสูงขึ้นจากความต้องการใช้ขั้นพื้นฐานในภูมิภาคที่แข็งแกร่ง รวมไปถึงจากการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปของราคาน้ำมันดิบโลก ซึ่งจะทยอยส่งผลบวกต่อผู้ผลิตปิโตรเคมีสายโอเลฟินส์ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นวัตถุดิบ"
ด้านส่วนต่าง (Spread) ราคาผลิตภัณฑ์ HDPE ในภูมิภาคเทียบแนฟทาที่ยังคงยืนตัวในระดับสูงยังคงสะท้อนความต้องการใช้ที่แข็งแกร่งในภาวะขาขึ้นของวัฏจักรดังกล่าว
แนวโน้มกำไรสุทธิคาดจะเห็นการเติบโต 15% YoY ในปีนี้ หนุนจากผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังปี 2559 ที่คาดว่าจะแข็งแกร่งดังกล่าวที่จะสามารถชดเชยกับผลกระทบเชิงลบจากการหยุดซ่อมบำรุงในช่วงครึ่งปีแรกได้ ก่อนที่กำไรจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งเต็มที่อีก 17% YoY ในปี 2560 ราคาหุ้นปัจจุบันยังน่าสนใจด้วยอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่ราว 5.0-5.5% ต่อปี






