แนวโน้มดีมีอัพไซด์เพิ่ม
ประเด็นการลงทุน
เราปรับเป้าหมายการลงทุนของ THREL ที่ 13.00 บาท ณ ปี 2560 อ้างอิงมูลค่า VNB (การสร้างธุรกิจใหม่) ปี 2560 ของเราที่ 9.26 บาท/หุ้น และการประเมินมูลค่าธุรกิจ (embedded value)ที่ 3.75 บาท/หุ้น ดังนั้นเราจึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” เนื่องจากปัจจัยดังต่อไปนี้ 1) การเติบโตต่อเนื่องรายได้เบี้ยประกันชีวิต 2) การบริหารจัดการต้นทุนต่อเบี้ยประกันให้อยู่ที่ระดับต่ำที่ 78.5% และ 3) แนวโน้มการเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุนสู่ระดับ 3.9% สำหรับปี 2559 และ 2560 จากเดิม 3.3% สำหรับปีก่อนหน้า นอกจากนั้นการเติบโตของรายได้เบี้ยประกันชีวิตที่เพิ่มและอัตราส่วนต้นทุนต่อเบี้ยประกันที่ลดลง จะมีโอกาศช่วยเพิ่มอัพไซส์ในส่วนของกำไรสุทธิในปี 2560 ปัจจุบันเรายังคงประมาณการเติบโตของกำไรที่ 15% ในปี 2559 ที่ 445 ล้านบาท และ 12% ในปี 2560 ที่ 500 ล้านบาท จากยอดขายสินค้าที่ร่วมพัฒนาและเพิ่มขึ้นของอัตราส่วนผลตอบแทนจากการลงทุนที่ดี
สินค้าร่วมพัฒนาก้าวเป็นผู้นำในปี 2559-2560
เราคาดรายได้เบี้ยประกันชีวิตของ THREL จะเติบโต 8% ทั้งในปี 2559 และ 11% ในปี 2560 หลังเติบโต 16% ในปี 2558 ซึ่งตัวเลขดังกล่าวจะสูงกว่า ตัวเลขอัตราการเติบโตของธุรกิจประกันชีวิตไทยที่ 7% อย่างไรก็ตามเรามองบริษัทอาจมีอัพไซด์ในปี 2559และ 2560 ยอดขายผลิตภัณฑ์ร่วมพัฒนาที่สูงกว่าคาด (โดยสินค้าดังกล่าวโตถึง 35% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2559) เราประเมินรายได้เบี้ยประกันของผลิตภัณฑ์พัฒนาใหม่ในปี 2559 จะเพิ่มขึ้นเพียง 20% ในปี 2559 และอีก 25% ในปี2560 ในขณะที่รายได้เบี้ยประกันแบบดั้งเดิมจะทรงตัวตัวตลอดทั้งสองปีเนื่องจากกิจการไม่เน้นขายเนื่องจากมีกำไรที่ต่ำ ทั้งนี้ผู้บริหารชี้ส่วนแบ่งตลาดของ THREL ในธุรกิจรับประกันชีวิตภัยต่อจะอยู่ที่ราว 23-24% ในปี 2559 เพิ่มจาก 22% ในปี 2558
คงอัตราส่วนต้นทุนต่อเบี้ยประกันไว้ต่ำกว่า 80%=อัพไซด์
ผู้บริหารคาดสัดส่วนต้นทุนต่อเบี้ยประกันรับของปี 2559 จะอยู่ที่ราว 77-79% สูงกว่าตัวเลขที่ออกมาในครึ่งแรกของปี2559 ที่ 74% และตัวเลขปี 2558 ที่ 77% ผลิตภัณฑ์ร่วมพัฒนามีอัตราผลตอบแทนสูง/การควบคุมต้นทุนดีมากทำให้การบริหารที่มีประสิทธิภาพทั้งตัวสินค้าผลิตภัณฑ์ร่วมพัฒนาและสินค้าดั่งเดิม อย่างไรก็ตาม เรายังคงประมาณการแบบอนุรักษ์นิยมสำหรับสัดส่วนต้นทุนต่อเบี้ยประกันรับปี 2559 มาอยู่ที่ 78.5% เรามองว่าตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าที่ผู้บริหารคาดเล็กน้อยซึ่งหากสัดส่วนต้นทุนต่อเบี้ยประกันรับออกมาต่ำกว่าที่เราประมาณการย่อมส่งผลดีต่อกำไรสำหรับปี 2559 และปีถัดไป ดังนั้นเรายังคงมีมุมมองเชิงบวกในช่วงครึ่งปีหลัง 2559
ผลตอบแทนจากการลงทุนมีการเติบโตดีกว่าคาด
เราคาดว่ากิจการมีกำไรจากการลงทุนเพิ่ม 28% จากปีก่อนตามภาวะตลาดหุ้นที่ดีขึ้นและผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวดีขึ้น เราจึงคาดอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนของ THREL (ไม่รวมกำไรจากการลงทุน) ซึ่งเราคาดอยู่ที่ราว 3.8% สำหรับปี 2559 สอดคล้องกับตัวเลขจากผู้บริหาร โดย THREL รายงานอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนสำหรับปี 2558 และ 1H59 ที่ 3.3% และ 4.3% ตามลำดับ และหากกิจการมีกำไรจากการซื้อขายหลักทรัพย์เพิ่มตามภาวะตลาดทุนที่ดีขึ้นเราคาดว่า THREL จะสามารถให้ ROI สูงกว่าประมาณการของเราและทำให้กำไรในปีนี้สูงกว่าที่เราคาดไว้
ไร้แรงกดดันจากการขายหุ้น THREL ในตลาดจากบริษัทแม่
จากกฎเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยที่กำหนดให้ THRE ซึ่งเป็นบริษัทแม่จำเป็นต้องลดสัดส่วนการถือครองหุ้นบริษัทประกันใน THREL ลงให้ต่ำกว่า 20% (เปลี่ยนจากสถานะบริษัทในเครือเป็นการลงทุนตามปกติ) เพื่อหลีกเลี่ยงการซ้ำซ้อนการดำรงค์เงินกองทุน ในการดำเนินธุรกิจประกันชีวิตของ THREL ในบริษัทแม่เต็มจำนวน โดยปัจจุบัน THRE ลดการถือครองหุ้นของ THREL ลงมาเหลือ 17% ในไตรมาส 2/59 จากเดิม 24% ในไตรมาส 1/59 โดยบริษัทแม่พอใจกับอัตราส่วนการถือครองดังกล่าวและไม่มีความจำเป็นที่ THRE จะต้องขายหุ้นของ THREL ออกไปอีก








