การจับกุมเครือข่ายบริษัทโอเอ ทรานสปอร์ต จำกัด ตั้งแต่ช่วงปลายเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ต่อด้วยการอายัติทรัพย์สินรถบัสมากกว่า 2 พันคันในเวลาต่อมา
เป็นปรากฎการณ์สร้างความระส่ำระสายให้กับธุรกิจทัวร์อินบาวด์ หรือ บริษัทนำนักท่องเที่ยวขาเข้ามาจากตลาดจีนโดยตรง เนื่องจากพึ่งพาในเชิงธุรกิจกับเครือข่ายบริษัทดังกล่าวมายาวนานนับสิบปี
ประเด็นหลักที่ก่อให้เกิด “ความกังวล” ในหมู่บริษัทนำเที่ยวจีนอย่างมากคือ การต้องมีต้นทุนที่เพิ่มมากขึ้นเมื่อไม่มีรถบัสจากบริษัทโอเอฯให้บริการแล้ว โดยสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยข้อมูลว่า
เครือข่ายของโอเอและบริษัทนำเที่ยวตลาดจีนที่คาดว่าจะมีไม่ต่ำกว่า 50% ที่ต้องเข้ามาร่วมดำเนินธุรกิจในลักษณะต่างตอบแทนกันนั้น จะได้ประโยชน์จากการที่บริษัทโอเอฯ คิดค่าเช่ารถเพียงวันละ 3,500 บาทต่อวันและให้โควต้าต่อบริษัทนับสิบคัน แลกกับการนำนักท่องเที่ยวไปชอปปิงในเครือข่ายร้านค้าของบริษัทที่มีทั้งร้านเครื่องประดับอัญมณี, ร้านขายสมุนไพร ฯลฯ แต่ขณะนี้เมื่อต้องเปลี่ยนเป็นเครือข่ายรถบัสในราคาท้องตลาดทั่วไปจะต้องกลับมาใช้ในราคาราว 7,000 บาท
ดังนั้น การจับกุมที่เกิดขึ้นกะทันหันจึงส่งผลทำให้ตลาด “ช็อค” ในระยะสั้น เนื่องจากสัญญาที่ทำกับคู่ค้าเอเยนต์จากจีนไว้ในราคาเดิม หมายถึงบริษัททัวร์ในไทยต้องแบกรับต้นทุนที่เกิดขึ้นเอง และบริษัททัวร์หลายรายเลือกที่จะ “เก็บตัว” งดการทำธุรกิจในช่วงนี้เพราะไม่สามารถแบกรับการขาดทุนได้ โดยเฉพาะบริษัทที่ “สายป่าน” ไม่ยาวพอ ส่งผลให้ทั้งแอตต้าและสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวสัมพันธ์ไทย-จีน ต้องจัดการประชุมหารืออย่างเคร่งเครียดเพื่อหาทางออกร่วมกันกับภาครัฐหลายครั้ง
แม้เปลาะแรกผู้ประกอบการจะเบาใจไปได้หนึ่งยก เมื่อตำรวจท่องเที่ยวซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยงานร่วมบูรณาการจับกุมเครือข่ายทัวร์ศูนย์เหรียญครั้งนี้ ย้ำชัดว่า บริษัททัวร์ที่เป็นคู่ค้าจะไม่ถูกลากไปอยู่ในร่างแห
แต่สิ่งที่บริษัททัวร์รายใหญ่และเล็กต่างกังวลมากกว่าคือ “ความชัดเจนของนโยบายระยะยาว” เพราะขณะนี้ถือว่าอยู่ในช่วง “ฝุ่นตลบ” มองไม่เห็นทิศทางว่าต่อไปจะต้องไปเจรจากับคู่ค้าในจีนอย่างไร กำหนดโครงสร้างราคาแบบใด เนื่องจากรัฐบาลยังไม่ตอบชัดถึงนโยบายในอนาคตที่จะใช้กำกับดูแลธุรกิจนำเที่ยว
อย่างไรก็ตาม แม้ในช่วงแรกข่าวสารจะออกมาใน “เชิงลบ” ถึงผลกระทบความเสียหายในระยะสั้นที่แอตต้าประเมินว่าจะสูงกว่า 4,320 ล้านบาท จากนักท่องเที่ยวที่ลดไปราว 2 แสนคน แต่ผู้บริหารบริษัททัวร์รายใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งยอมรับว่า
ปกติใช้เครือข่ายของบริษัทโอเอฯ เป็นหลัก และดำเนินธุรกิจในลักษณะทัวร์ที่ราคาต่ำกว่าทุน หรือ “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” ที่เป็นวิถีทางธุรกิจที่ทัวร์จีนส่วนใหญ่ยึดถือกันมาตลอดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากต้องการรักษาระดับราคาให้แข่งขันกับบริษัทอื่นๆ ยืนยันว่าบริษัทนำเที่ยวเองไม่ได้ต่อต้านต่อนโยบายของรัฐบาลดังกล่าว และเห็นด้วยกับการจัดระเบียบ และพร้อมให้การสนับสนุนด้วยการปรับโครงสร้างราคาทัวร์ให้ถูกต้อง หลังการแก้ไขกฎหมายกำหนดราคาขั้นต่ำประกาศใช้ออกมา
แต่ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับหากตลาดในช่วง 1-2 เดือนนี้จะเกิดภาวะชะงักงันไปบ้าง เพราะเมื่อลูกค้าไม่เข้าใจต่อการปรับราคาแพ็คเกจสูงขึ้นกะทันหัน ก็อาจเปลี่ยนจุดหมายไปที่อื่นๆ แทน
เพราะด้วยรูปแบบธุรกิจทัวร์ศูนย์เหรียญ ไม่ใช่สิ่งที่ตลาดจีนปฏิบัติต่อไทย “เพียงแห่งเดียว” แต่เป็นรูปแบบของการเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเกาหลีใต้, เวียดนาม, หรือกระทั่งเมื่อเดินทางไปยังฝรั่งเศส และเมื่อรัฐบาลไทยเป็นชาติแรกในโลกที่ประกาศนโยบายนี้ชัดเจน จึงถือเป็น “เรื่องใหม่” ที่ทำให้ทั้งภาครัฐและเอกชนทั้งฝั่งจีนและไทยจะต้อง “ตั้งหลัก” กันใหม่ ในการทำธุรกรรมทางการค้าด้วยความเข้าใจในรูปแบบใหม่ๆ ที่ต้องการมุ่งสู่คุณภาพ
ในระดับรัฐต่อรัฐ หมดปัญหาไปแล้วเมื่อกระบอกเสียงใหญ่จากรัฐบาลจีนอย่าง องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งชาติจีน (ซีเอ็นทีเอ) องค์กรหลักที่มีอำนาจสูงสุดกำกับดูแลธุรกิจท่องเที่ยวของทั้งประเทศเป็นผู้ออกโรงสนับสนุนนโยบายกวาดล้างทัวร์ศูนย์เหรียญของไทย
โดยระบุว่า เป็นความตั้งใจเดียวกับจีนที่ต้องการแก้ไขปัญหาทัวร์ที่ราคาไม่ได้มาตรฐานนี้มานานแล้ว และที่ผ่านมามักจะกลายเป็นต้นเหตุของการบริการนักท่องเที่ยวที่ไม่มีคุณภาพ ขณะที่ซีเอ็นทีเอก็เคยมีความพยายามในการควบคุมราคาทัวร์ที่ไม่สมเหตุสมผลด้วยการออกเป็นกฎหมายเองแล้วตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2556 ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ด้วยการขายแพ็คเกจราคาต่ำ หรือ ทัวร์ศูนย์เหรียญ มักเป็นต้นตอของปัญหาต่อนักท่องเที่ยวจีน ดังที่ได้เห็นปรากฎเป็นข่าวเชิงลบหลายครั้ง ทั้งการทิ้งลูกทัวร์, การบังคับข่มขู่นักท่องเที่ยวต่างๆ นานา หากนักท่องเที่ยวไม่ใช้จ่ายซื้อ “ออพชั่นทัวร์” หรือ “สินค้า” ที่มัคคุเทศก์บวกเพิ่มเข้ามา (และมักเป็นบริการและสินค้าที่ราคาสูงเกินจริงกว่าท้องตลาด) อันเป็นแหล่งรายได้ที่จะชี้เป็นชี้ตายว่าทัวร์นั้นจะทำกำไรได้หรือไม่ หลังจากที่ยอมกัดฟันขายแพ็คเกจราคาตั้งต้นในราคาที่ต่ำกว่าทุนเพื่อหลอกล่อให้นักท่องเที่ยวติดกับเข้ามาแล้ว
ดังนั้น จึงไม่แปลกใจที่ครั้งนี้จะเห็นรัฐบาลจีนออกโรงอย่างแข็งขัน เพราะต่างเห็นถึง “ต้นตอ” ของปัญหาเดียวกันที่ส่งผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวของตัวเอง ขณะที่ไทยก็ต้องการกวาดล้างทัวร์ศูนย์เหรียญลง เพื่อทำให้เกิดบริการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพมากขึ้น คัดกรองการใช้จ่ายที่สามารถกระจายไปถึงทุกพื้นที่อย่างทั่วถึง ไม่ก่อให้เกิดการผูกขาดและไม่เป็นธรรมทั้งต่อผู้บริโภคและผู้ประกอบการธุรกิจรายอื่นๆ ที่ทำธุรกิจด้วยวิธีที่มีจริยธรรม
ผู้บริหารบริษัททัวร์รายใหญ่ ยังยอมรับด้วยว่า เมื่อถึงเวลาที่รัฐบาลเอาจริงก็ถึงคราวที่ธุรกิจต้องปรับตัว เพราะหากเจาะลึกถึงโมเดลทัวร์ศูนย์เหรียญนั้น ไม่ใช่รูปแบบที่ถึงกับ “ถอนรากถอนโคนไม่ได้”
เมื่อบริบทด้านการท่องเที่ยวไทย “เปลี่ยนไป” ก็ถึงเวลาต้องปรับเปลี่ยนตาม
-------------------------------
ที่มา“ทัวร์ศูนย์เหรียญ”
ย้อนกลับไป ต้นธารของการกำหนดทัวร์ศูนย์เหรียญ เกิดขึ้นในสมัยราว 10 กว่าปีก่อนขณะที่ไทยยังมีจำนวนนักท่องเที่ยวจีนในฐานไม่สูงมาก จึงต้องการกระตุ้นในเชิง “ปริมาณ” เข้ามา การทำทัวร์ศูนย์เหรียญใช้ราคาต่ำดึงดูดใจไว้ก่อน แล้วค่อยแสวงหารายได้จากการขายออพชั่นภายหลังจึงเป็นทางเลือกที่ทัวร์ส่วนใหญ่จำเป็นต้องนำมาใช้
อย่างไรก็ตาม ในช่วง 9 ปีที่ผ่านมา เมื่อตลาดจีนเติบโตอย่างโดดเด่นในเชิงปริมาณคือจากที่มีนักท่องเที่ยวเพียง 1 ล้านคนในปี 2550 และกำลังจะทะยานมาแตะ 10 ล้านคนในปี 2559 หรือเติบโตเฉลี่ยกว่า 30% ต่อปีไปแล้ว ปริมาณที่ถาโถมและเริ่มทำให้เกิดปัญหาการรองรับ เริ่มเกิดปัญหาการดูแลไม่ทั่วถึงจนเกิดพฤติกรรมที่ก่อความไม่เข้าใจระหว่างผู้มาเยือนกับคนท้องถิ่นจนเกือบจะลุกลามต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหลายครั้ง
ดังนั้น การใช้โมเดลทัวร์ศูนย์เหรียญที่เน้นปริมาณแบบเดิม จึงควรจะ “หมดยุค” ไปแล้ว เพราะไม่ใช่คำตอบที่ยั่งยืนของการท่องเที่ยว เพราะเมื่อปริมาณนักท่องเที่ยวเข้ามาก็ยิ่งเท่ากับการใช้ทรัพยากรในประเทศที่เปลืองเปล่ามากขึ้น ซึ่งเมื่อเทียบกับรายได้ที่ประเทศควรรับอาจถือเป็นการ “ได้แบบไม่คุ้มเสีย”
ในวันนี้ภาคเอกชนที่ดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใสและพร้อมปรับตัว ต่างออกมายืนยันสนับสนุนมาตรการดังกล่าว แม้จะยอมรับว่าอาจมีอาการ “เจ็บตัว” บ้างระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่ทุกคนต่างฝากความหวังไว้กับ “มาตรการระยะยาว” ที่จะส่งเสริมให้ตลาดจีนมุ่งสู่ทิศทางคุณภาพอย่างแท้จริง ด้วยการเพิ่ม “ค่าใช้จ่ายต่อหัว” ของนักท่องเที่ยวให้ได้ แม้ว่าปริมาณอาจจะลดลงถึง 2 แสนคนตามที่แอตต้าได้ทำนานไว้
บทพิสูจน์ต่อไปจึงต้องเบนไปจับตาเรื่อง “รายได้” ของนักท่องเที่ยวตลาดจีนว่าจะสามารถรักษาระดับเป้าหมายต่อปีไว้ได้หรือไม่ หลังจากในรอบ 9 ปีที่ผ่านมา เห็นทิศทางที่สดใสเติบโตเฉลี่ย 38.6% มาโดยตลอด และสามารถเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อหัวต่อทริปจาก 2.8 หมื่นบาทเมื่อปี 2550 มาเป็น 4.8 หมื่นบาทในปัจจุบัน แต่ส่วนหนึ่ง เป็นเพราะการปรับฐานตลาดมาเป็นกลุ่มเดินทางท่องเที่ยวด้วยตัวเอง (FIT) ที่มีสัดส่วนสูงถึง 60% ซึ่งกลุ่มนี้ไม่มีปัญหาเรื่องการจับจ่ายอยู่แล้ว
เป็นงานหนักของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่ต้องโหมบทบาทเป็นพี่เลี้ยงช่วยทั้งบริษัทนำเที่ยว และไปกระตุ้นตลาด FIT ให้เติบโตแข็งแกร่งให้ได้
เพื่ออุดเลือดไหลออกในระยะสั้นที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในยุคที่ทัวร์ศูนย์เหรียญผวา หายเข้ากลีบเมฆไปในช่วงนี้








