กลุ่มน้ำมันรำข้าวคิง เปิดแผนธุรกิจ 5 ปี ลุยตลาดอาเซียน เล็งตั้งโรงงานบรรจุในเมียนมา มั่นในยอดขาย 5 ปีแตะ 8,500 ล้าน
นายประวิทย์ สันติวัฒนา กรรมการบริหาร กลุ่มน้ำมันรำข้าวคิง ผู้ผลิตและทำตลาดน้ำมันรำข้าว ภายใต้แบรนด์ “คิง” เปิดเผยว่า แผนการดำเนินธุรกิจ ภายใต้แผนง5 ปี จะเน้นการหาตลาดใหม่ๆ ในภูมิภาคอาเซียนควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากรำข้าว ทั้งในกลุ่มน้ำมันและไม่ใช่น้ำมัน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่จะก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้ผลิตน้ำมันรำข้าว ระดับนำของโลก ทั้งนี้ ประเทศเมียนมาเป็นตลาดที่ศักยภาพสูงสุด หลังจากที่ศึกษาตลาดมากว่า 4 ปี และเริ่มส่งสินค้าเข้าไปทำตลาดตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ในรูปแบบผ่านตัวแทนจำหน่ายในท้องถิ่น และโมเดิร์นเทรด นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะเข้าไปเปิดโรงงานบรรจุ ในประเทศเมียนมา
ขณะที่ประเทศกัมพูชา ได้เริ่มทดลองตลาดพบว่าได้รับการตอบรับดีแต่ยังมีการเติบโตน้อยกว่าประเทศเมียนมา นอกจากนี้ ยังมีแผนทำตลาดในประเทศอินโดนีเซีย เนื่องจากเป็นประเทศที่มีประชากรเป็นจำนวนมาก จึงมองว่าน่าจะมีโอกาสในการเข้าไปทำตลาด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับพันธมิตร
ขณะที่การทำตลาดในประเทศนั้นหลังจากที่หายไปนานกว่า 4 ปี ในปีนี้บริษัทได้เตรียมงบการตลาด 30 ล้านบาท โดย 20 ล้านบาทจะใช้ไปกับแคมเปญ “รู้จริง เลือกคิง” ในช่วง 4 เดือนจากนี้ เพื่อสื่อสารเกี่ยวกับประโยชน์ของน้ำมันรำข้าวคิง ที่ผลิตจากผู้รู้จริงและเชี่ยวชาญ ผ่านพรีเซ็นเตอร์ “โอปอล์-ปาณิสรา อารยะสกุล” พร้อมทั้งโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ อาทิ เฟซบีค เว็บไซต์ และสื่อต่างๆ
ส่วนของผลประกอบการรวมทั้งกลุ่มในปีนี้ คาดว่าจะมียอดขาย 6,000 ล้านบาท แบ่งป็นกลุ่มน้ำมันสำเร็จรูป 2,000 ล้านบาท และกลุ่มธุรกิจโรงงานสกัดน้ำมันรำข้าว 4,000 ล้านบาท และยังตั้งเป้ายอดขายในช่วง 5 ปีจากนี้จะอยูที่ 8,500 ล้านบาท
สำหรับกลุ่มน้ำมันรำข้าวคิง ประกอบด้วย 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท น้ำมันบริโภคไทย จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรำข้าว, บริษัท ไทยร่วมใจน้ำมันพืช จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานสกัดน้ำมันรำข้าว ในจ.อยุธยา และบริษัท ไทยร่วมใจโคราช จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานสกัดน้ำมันรำข้าว ใน จ.นครราชสีมา” นายประวิทย์ กล่าว
ส่วนของมูลค่าตลาดน้ำมันเพื่อการบริโภค นั้นมีมูลค่า รวม1.5 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นน้ำมันปาล์ม 65% น้ำมันถั่วเหลือ 25% น้ำมันรำข้าว 7% และอื่นๆ 3% ซึ่งการเติบโตของตลาดโดยรวมยังคงมาจากกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมอาหารในสัดส่วนที่มากกว่ากลุ่มผู้บริโภคทั่วไป โดยเฉพาะในกลุ่มน้ำมันระดับพรีเมียมที่มีแนวโน้มเติบโตวสูงขึ้น มาจากพฤติกรรมผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพมากขึ้น









