“เพรลูด มิวสิก” คือร้านหนังสือดนตรีหนึ่งเดียวในไทย ที่ยืนหยัดในสนามมาถึง 12 ปี เพื่อให้เมืองไทยยังมีร้านหนังสือดนตรีดีๆ อยู่ สนองตอบคนดนตรี
อยากได้หนังสือดนตรีดีๆ สักเล่ม ต้องไปหาจากแหล่งไหน?
คำตอบที่จำกัดความคิดใครหลายคน คงไม่พ้น โรงเรียนสอนดนตรี ศูนย์สอบดนตรี ไม่ก็แซมๆ อยู่ในร้านขายเครื่องดนตรีสักร้าน ทว่าวันนี้ข้อจำกัดเหล่านั้นไม่ได้เป็นอุปสรรคอีกต่อไปแล้ว เมื่อประเทศไทยก็มี “ร้านหนังสือดนตรี” ที่สำคัญพวกเขายืนหยัดในสนามนี้มาถึง 12 ปี แล้ว
เรากำลังพูดถึง “เพรลูด มิวสิก” ร้านหนังสือดนตรีแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย ที่จำหน่ายเฉพาะหนังสือและสื่อการเรียนการสอนดนตรี ครอบคลุมทุกประเภทและสไตล์ของดนตรี เพื่อสนอง ครูสอนดนตรี นักเรียนดนตรี ศิลปินมืออาชีพ มือสมัครเล่น หรือแม้แต่แค่ “คนรักดนตรี” เหมือนผู้ก่อตั้งธุรกิจนี้
“ผมชอบดนตรี แต่เล่นเครื่องดนตรีไม่เป็นสักชิ้น ผมฝันอยากเปิดร้านขายหนังสือดนตรีในประเทศไทย”
คำบอกเล่าจาก “ธนวัฒน์ เขมาธรามาศ” กรรมการผู้จัดการ เพรลูด มิวสิก จำกัด อดีตพนักงานฝ่ายการตลาด ของโรงเรียนสอนดนตรี ที่เห็นช่องว่างว่า ประเทศไทยยังขาดร้านหนังสือดนตรีดีๆ ซึ่งถ้ามีร้านแบบนี้เกิดขึ้นก็น่าจะสร้างประโยชน์ต่อการเรียนการสอนดนตรีในไทยได้อีกมาก ที่มาของการลงไปศึกษา และหาแรงบันดาลใจเพื่อก่อเกิดธุรกิจนี้
“ก่อนมาทำผมไปที่ประเทศออสเตรีย เมืองของ โมสาร์ท (คีตกวีเอกของโลก) ผมต้องการหาคำตอบว่า เราพอจะทำร้านหนังสือดนตรีในเมืองไทยได้ไหม จนไปเจอร้านหนังสือตึกแถวขนาด 6 ห้อง เขาขายหนังสือดนตรีอย่างเดียว และเปิดมากว่า 60 ปีแล้ว นั่นเป็นเหมือนแรงบันดาลให้ผม”
เริ่มจากแรงบันดาลใจ ใช้ความรักดนตรีเป็น Passion บวกประสบการณ์ในโรงเรียนสอนดนตรี ส่วนที่เหลือ อาศัย “พรแสวง” ล้วนๆ
“ผมไม่รู้เรื่องดนตรีเลย ก็เริ่มจากถามครูสอนดนตรี เล่มนี้ใช้ยังไง บอกอะไร สัญลักษณ์นี้หมายความว่าอะไร เด็กเรียนแล้วจะได้อะไร เริ่มจากคำถาม ส่วนลูกค้าก็เป็นคำตอบให้ อาศัยการจำ และความพยายาม ซึ่งถึงวันนี้ทำธุรกิจมา 12 ปี รวมเวลาที่อยู่ในธุรกิจนี้ก็ 17 ปีแล้ว แต่ผมยังต้องศึกษาอยู่ตลอด ยังเรียนรู้ไม่มีวันจบ” เขาบอก
ร้านจากความฝัน ค่อยๆ ปรากฏตัวสู่โลกความจริง เริ่มจากโฮมออฟฟิศที่ นนทบุรี จนวันนี้ร้านหนังสือดนตรี เพรลูด มิวสิก เปิดอยู่ในอาคารธนิยะพลาซ่า ชั้น 3 ใกล้ทางออกสถานีรถไฟฟ้าศาลาแดง พวกเขารวบรวมหนังสือดนตรีและสื่อการเรียนการสอนดนตรีจากทั่วทุกมุมโลก มีหนังสือให้เลือกกว่า 5,000 รายการ ซึ่งหลากหลายและตอบสนองทุกความต้องการของคนดนตรี เรียกว่าตั้งแต่ระดับเบื้องต้น คนฝึกเล่น ไปจนถึงปริญญาเอกหรือนักดนตรีมืออาชีพเลยก็ว่าได้
95% ของหนังสือในร้านมาจากการนำเข้า ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในโซนยุโรปเป็นหลัก ส่วนหนึ่งเป็นหนังสือและโน้ตเพลงที่หายาก บางเล่มอายุนับร้อยปี ก็มีให้เซอร์ไพรส์ที่นี่ ราคาก็มีตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงกว่าหมื่นบาท แพงสุดคือพวกสารานุกรมประวัติศาสตร์ดนตรีในแต่ละยุค
สิ่งหนึ่งที่คนอื่นอาจมองข้าม แถมยังเห็นเป็น “ต้นทุน” ทว่าพวกเขากลับให้ความสำคัญเอามากๆ นั่นคือ พนักงานของที่นี่ล้วนจบมาทางด้านดนตรีโดยเฉพาะ เพื่อพร้อมบริการด้วย “ความรัก” และ “ความรู้”
มีความตั้งใจดี แต่การจะอยู่ให้รอดในสนามนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะถ้าทำแล้วรวย คนคงแห่กันมาทำมหาศาลแล้ว นั่นคือที่มาของการพัฒนาโมเดลหารายได้ ไม่ใช่แค่อาศัยขายหน้าร้าน แต่มีทั้ง จำหน่ายตรงให้กับสถาบันการศึกษา ครูสอนดนตรี รวมถึงผู้สนใจ การจัดอบรมสัมมนา เพื่อเสริมศักยภาพครูสอนดนตรี ซึ่งเขาว่ามีทั้งจัดฟรีและจ่ายเงิน โดยสร้างรายได้ประมาณ 5% ส่วนที่เหลือมาจากการขายหน้าร้าน และช่องทางออนไลน์ ไม่ว่าจะเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก และไลน์ ซึ่งปัจจุบันช่องทางออนไลน์สร้างรายได้อยู่ที่ประมาณ 15%
วันนี้มีคู่แข่งรอบด้าน แม้ไม่ใช่ร้านหนังสือโดยตรง แต่ด้วยโลกออนไลน์ที่เปิดกว้าง ทำให้ผู้คนสามารถสั่งหนังสือออนไลน์จากต่างประเทศได้ง่ายๆ กลายเป็นโจทย์ท้าทายของพวกเขา
“บางคนไปสั่งซื้อจากอเมซอน พอซื้อเสร็จถึงรู้ว่าเขายังไม่รวมค่าขนส่ง สรุปไปๆ มาๆ แพงกว่าเราอีก เราจึงยังได้เปรียบเรื่องต้นทุน ที่สำคัญมาที่นี่ลูกค้าอยากได้หนังสือหายากเล่มไหน เราช่วยสืบค้นให้ได้ และสามารถให้คำปรึกษาแนะนำที่เหมาะสมกับความต้องการของเขาด้วย” คนหนุ่มบอกจุดแข็งที่เปลี่ยนลูกค้ามาเป็น ‘แฟนพันธุ์แท้’ หลายคนแล้ว
ทำธุรกิจมาหลายปี ทว่าถึงวันนี้ก็ยังไม่มีร้านคู่แข่ง ไม่มีใครสนใจในตลาดนี้ เขายอมรับว่า ถ้าคนมองเรื่องกำไรจะไม่มีใครอยากทำ เพราะธุรกิจนี้กำไรไม่ได้มากมายนัก แถมลูกค้าก็สุดจะ Niche แต่สำหรับเขา กำไรอาจไม่ใช่ตัวเงินเสมอไป เพราะธุรกิจนี้ทำให้ได้อยู่ในชุมชนคนรักดนตรี ได้เพื่อน ได้สังคม ได้ทำธุรกิจที่รักและมีความสุข เท่านี้ก็เท่ากับกำไรแล้ว
“อยู่ตรงนี้เราเหมือนครอบครัวเดียวกัน ได้เพื่อน ได้พี่ ได้น้อง ได้เจอคนในแวดวงดนตรี มาพูดคุย หาความรู้ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน สำหรับผม ไม่ได้มองเรื่องกำไร ผมมองความสุข ลูกค้าได้รับหนังสือเราแล้วมีความสุข เราเองก็มีความสุขที่จะขายให้ ถ้าสองฝ่ายโอเค ผมว่า ก็ ‘กำไร’ แล้ว” เขาบอก
นั่นคือเหตุผลที่ระหว่างทางของการทำธุรกิจ เขายังมุ่งมั่นร่วมสร้างสังคมดนตรีของไทยให้แข็งแกร่งและเติบโต ด้วยการบริจาคเงินและหนังสือดนตรี เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนดนตรีให้กับครูดนตรีทั่วประเทศ อาทิ มูลนิธิเด็ก สำนักวัฒนธรรมและกีฬากรุงเทพมหานคร ตลอดจนโรงเรียนต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
โดยยังมีแผนที่จะขยายหน้าร้านซึ่งปัจจุบันมีอยู่แค่แห่งเดียว ให้เพิ่มจำนวนขึ้น รวมถึงออกไปยังต่างจังหวัด เพื่อให้เหล่าคนรักดนตรีทั่วประเทศ ได้มีโอกาสเข้าถึงหนังสือดีๆ ของพวกเขา
สำหรับคนที่อยากมาทำธุรกิจนี้ คนในสนามบอกแค่ว่า คนดนตรีอย่างเดียวทำไม่ได้ ถ้าไม่มีความรู้เรื่องธุรกิจ แต่ถ้ารู้แต่ธุรกิจ โดยไม่เข้าใจดนตรีเลย ก็ทำไม่ได้อีกเช่นกัน ฉะนั้นต้องผสมผสานทั้งสองมุมนี้ ขณะที่การทำธุรกิจต้องใช้ความพยายาม และความอดทนที่สูงยิ่ง รวมถึงต้องเรียนรู้ไม่มีวันจบ เพราะโลกของดนตรีพัฒนาไปไม่หยุดนิ่ง
ก่อนจบบทสนทนา คนหนุ่มทิ้งท้ายความฝันที่ยังคงอยู่ในใจเขา ไว้แค่ว่า..
“ผมอยากเห็นคนไทยให้ความสำคัญกับดนตรี ถ้าเป็นไปได้ ขอคนไทยสักครึ่งหนึ่งเล่นดนตรีได้ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว”





