วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เล็งดึงร้านทอง-ร้านขายยา เสียภาษีนิติบุคคล

"กรมสรรพากร" ตั้งเป้าดึงธุรกิจร้านค้าทองคำ ร้านขายยา ธุรกิจท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง รวมกว่า 1.2 แสนรายเข้าจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล

สรรพากรยังคงเดินหน้าขยายฐานการจัดเก็บภาษีต่อเนื่อง โดยเฉพาะธุรกิจร้านค้าทั้งหลาย เนื่องจากส่วนใหญ่หรือกว่า 90% เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเข้ามาจดทะเบียนเสียภาษีเงินได้ในรูปนิติบุคคล เพราะต้องการให้ธุรกิจเหล่านี้เสียภาษีอย่างถูกต้อง สร้างความเป็นธรรมกับธุรกิจอื่น

ปัจจุบัน บุคคลธรรมดาเสียภาษี 5-35% ตามระดับรายได้ ขณะนิติบุคคลเสียภาษี 20%

นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า สรรพากรยังคงเดินหน้าขยายฐานการจัดเก็บภาษีตามนโยบายของรัฐบาล โดยพบว่ามีหลายกิจการที่ทำธุรกิจ แต่เสียภาษีบนฐานเงินได้บุคคลธรรมดา อาทิ ธุรกิจค้าทอง ธุรกิจร้านขายยา ธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว และอื่นๆ รวมแล้วมีจำนวนมากกว่าแสนราย
แนวทางปฏิบัตินั้น กรมฯได้เริ่มจากการดึงธุรกิจค้าทองคำเข้ามาก่อน ผ่านการให้ความรู้เกี่ยวกับการเข้าจดทะเบียนและบอกถึงข้อดีของการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ปัจจุบันมีร้านค้าทองคำราว 7 พันราย ขณะนี้ ทยอยเข้าจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้วกว่า 5% คาดว่า จะทยอยเข้ามาจดทะเบียนมากขึ้น

“ได้ประชุมร่วมกับสมาคมค้าทองคำ ชมรมผู้ค้าปลีกทองคำแห่งประเทศไทย และ ผู้ผลิตโปรแกรมบัญชีสำเร็จรูป ซึ่งได้ร่วมกับสนับสนุนให้ผู้ประกอบการร้านทองที่เป็นบุคคลธรรมดาทั่วประเทศจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล และ ให้ความรู้แนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องแก่สมาชิกทั่วประเทศ"

ทั้งนี้นายประสงค์ ยกตัวอย่าง กรณีธุรกิจค้าทองนั้น กรมสรรพากรพบว่า มีมูลค่าทองนำเข้าจำนวนมากนับแสนล้านบาท แต่พบว่า ธุรกิจค้าขายทองยื่นยอดขายแสดงรายรับต่ำกว่ายอดนำเข้ามากทำให้เห็นว่า มีการหลบเลี่ยงรายได้ในการชำระภาษี

ดึงร้านขายยา2 หมื่นแห่งเข้าระบบ

ส่วนธุรกิจร้านขายยานั้น ปัจจุบันมีราว 2 หมื่นแห่ง ในจำนวนนี้ 90% จดทะเบียนเป็นบุคคลธรรมดา และในอนาคตคาดทุกรายจะเข้าระบบ

ขณะที่ วานนี้ (7 ก.ย.) กรมสรรพากรได้จัดสัมมนาเรื่อง”ธุรกิจก้าวหน้า ร้านขายยาสู่สากล”เพื่อให้ผู้ประกอบการธุรกิจร้านขายยาที่เป็นสมาชิกสมาพันธ์คุณภาพร้านยาแห่งประเทศไทย (สพย.) ประกอบด้วย สมาคมร้านขายยา สมาคมเภสัชกรรมชุมชน(ประเทศไทย)และชมรมร้านขายยา ที่มีสมาชิกทั่วประเทศกว่า 2.1 หมื่นราย ได้รับความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับนโยบายการส่งเสริมให้ธุรกิจเหล่านี้ประกอบธุรกิจในรูปนิติบุคคล

เล็งเป้าธุรกิจท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง

ระยะต่อไปกรมสรรพากรจะดึงธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว อาทิ ธุรกิจนำเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร ภัตตาคาร ร้านขายของที่ระลึก นายหน้ารับจองที่พัก ธุรกิจให้เช่ารถนำเที่ยว ธุรกิจนันทนาการและธุรกิจเพื่อความบันเทิงที่มีราว 1 แสนราย เข้าจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเช่นกัน ซึ่งขณะนี้ มีการรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นและได้ประสานงานเป็นการภายในกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยแล้ว

ทั้งนี้ กรมสรรพากรจะประสานกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อนัดประชุมปลายเดือน ก.ย.นี้ เพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการโอนใบอนุญาตใบประกอบจากบุคคลธรรมดาไปสู่นิติบุคคล การพัฒนาระบบ e-Signature เพื่อรองรับการรับข้อมูลการรายงานแบบ e-filing เกี่ยวกับรายงานควบคุมบัญชียา ซึ่งต้องลงลายมือชื่อของเภสัชกรกำกับไว้ในรายงานด้วย การกำหนดรหัสยาที่เป็นมาตรฐานเพื่อการควบคุมและออกรายงานตามที่ต้องการ และ ความร่วมมือกับ อย.ในการจัดสัมมนาให้ความรู้แก่ร้านขายยาทั่วประเทศ

จูงใจด้วยมาตรการลดค่าใช้จ่าย

นายประสงค์ กล่าวว่า รัฐบาลได้ออกมาตรการสนับสนุนการเป็นผู้ประกอบการนิติบุคคล เพื่อลดภาระการเปลี่ยนผ่านจากบุคคลธรรมดาเป็นนิติบุคคล โดยจะต้องจดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2560 ซึ่งจะได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ได้แก่ ยกเว้นภาษีทางตรงและทางอ้อมสำหรับการโอนอสังหาริมทรัพย์และสินทรัพย์ใดๆ หักรายจ่ายค่าจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล ค่าทำบัญชี และ ค่าสอนบัญชีได้ 2 เท่า (เฉพาะนิติบุคคลที่มีทุนจดทะเบียนแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อรอบบัญชี)

นอกจากนี้ ยังได้ลดการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนโอนอสังหาริมทรัพย์และห้องชุดจาก 2% เหลือ 0.01% การโอนใบอนุญาตในการประกอบกิจการของบุคคลธรรมดาให้แก่นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นใหม่ได้ และได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมในการเปลี่ยนวงเงินกู้ที่ได้รับอนุมัติแล้ว เป็นต้น

ชี้ช่วยลดภาระภาษีจ่าย 40%

ขณะเดียวกัน การที่ธุรกิจเหล่านี้เข้าสู่ระบบภาษีผ่านการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล จะทำให้การเสียภาษีอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง ส่งผลให้ภาระภาษีจ่ายลดลงเฉลี่ยถึง 40% โดยเป็นผลจากการหักค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น ยกตัวอย่าง ธุรกิจร้านขายยา ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีมาร์จินสูง มีการสั่งของเข้ามาครั้งละมาก กรณีขายยาไม่หมด จะนำมาหักเป็นรายจ่ายไม่ได้ เพราะเสียภาษีแบบเหมาค่าใช้จ่าย 60% ของเงินได้พึงประเมิน แต่หากเป็นนิติบุคคล สามารถหักรายจ่ายได้ตามจริง

นอกจากนี้ อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดายังสูงกว่าภาษีเงินได้นิติบุคคล กล่าวคือ กรณีเป็นนิติบุคคลเอสเอ็มอีจะเสีย 15% หากเป็นนิติบุคคลขนาดใหญ่จะเสียภาษี 20% กรณีเป็นบุคคลธรรมดาจะเสียภาษีแบบขั้นบันไดขั้นต่ำที่ 5% สูงสุด 35% ฉะนั้น หากธุรกิจมียอดขายสูงก็จะเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตราที่สูงกว่าภาษีเงินได้นิติบุคคล

ช่วยธุรกิจตั้งรับระบบอี-เพย์เมนท์

“แนวคิด คือ เราเก็บภาษีบนฐานข้อมูลที่เรามี แต่พอเราเห็นอนาคตว่า ข้อมูลการเสียภาษีจะมาหลากหลาย โดยเฉพาะการนำระบบอี-เพย์เมนท์มาใช้ ข้อมูลการซื้อและขายจะทำให้กรมฯมีข้อมูลผู้เสียภาษีถูกต้องครบถ้วนมากขึ้น การที่ธุรกิจไม่เตรียมตัวรับกับข้อมูลที่กรมฯจะมีมากขึ้น เมื่อถึงเวลาอาจปรับตัวไม่ทัน ขณะเดียวกัน การที่ธุรกิจลงบัญชีไม่ครบถ้วน อาจเป็นเพราะไม่เข้าใจ ถึงเวลาขายสินค้าไม่ได้ สต็อกเหลือเยอะ จะทำอย่างไร ตรงนี้ เราก็อยากดึงให้เข้ามาระบบนิติบุคคล เพื่อลงบัญชีให้ถูกต้อง เพื่อลดภาระภาษี”

สมาคมร้านขายยาพร้อมร่วมมือ

ด้านเภสัชกรหญิงศิริรัตน์ ตันปิชาติ นายกสมาคมเภสัชกรรม (ประเทศไทย) กล่าวว่า ผู้ประกอบการธุรกิจร้านขายยาพร้อมให้ความร่วมมือกับกรมสรรพากร เพราะการเสียภาษีที่ถูกต้องนอกจากช่วยลดต้นทุนแล้ว ยังช่วยยกระดับมาตรฐานของธุรกิจร้านขายยา

อย่างไรก็ตาม การจัดทำข้อมูลของร้านขายยา ต้องส่งข้อมูลซื้อขายยาให้กับคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยมีหมายเลขกำกับ และต้องจัดทำบัญชีส่งกรมสรรพากรอีกด้านหนึ่ง ยอมรับว่ามีปัญหาในช่วงที่ผ่านมา บางครั้งเภสัชกรออกไปตั้งร้านเล็กๆ ในต่างจังหวัด เพื่อต้องการช่วยเหลือในเรื่องยารักษา แต่ไม่ได้มองเรื่องธุรกิจมากนัก จึงขาดการเตรียมการเรื่องระบบธุรกิจ เมื่อภาครัฐเข้ามาช่วยน่าจะทำให้ปัญหานี้ลดลง

“ทัวร์”หนุนแจงผลดีจัดระเบียบท่องเที่ยว

นางมิ่งขวัญ เมธเมาลี อุปนายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวถึงกรณีสรรพากรเตรียมผลักดันธุรกิจนำเที่ยวเสียภาษีในรูปแบบนิติบุคคลมากขึ้นว่า กลุ่มธุรกิจนำนักท่องเที่ยวขาเข้า (อินบาวด์) จะไม่ได้รับผลกระทบมาก เนื่องจากเกือบทั้งหมดจดทะเบียนในรูปแบบนิติบุคคลอยู่แล้ว เพราะเป็นภาคบังคับ สำหรับการติดต่อลูกค้าต่างประเทศ ที่มักจะตรวจสอบโครงสร้างการดำเนินธุรกิจ ทุนการจดทะเบียนอย่างเข้มงวด 

นอกจากนี้ ยังเชื่อว่านโยบายดังกล่าวจะส่งผลดีต่อการไปควบคุมธุรกิจที่ขายทัวร์นักท่องเที่ยวต่างชาติตามแหล่งท่องเที่ยว เช่น ตั้งโต๊ะขายตามชายหาดต่างๆ ซึ่งกลุ่มนี้ไม่มีฐานลูกค้าแน่นอน ทำให้ยังรั้งรอในการลงทุนวางเงินประกันเพื่อการจดทะเบียนในรูปแบบนิติบุคคล เนื่องจากไม่มั่นใจเรื่องของผลตอบแทนว่าจะคุ้มค่าหรือไม่

ส่วนกลุ่มธุรกิจนำคนไทยไปเที่ยวต่างประเทศ (เอาท์บาวด์) มองว่า เป้าหมายของนโยบายนี้น่าจะมุ่งไปที่ธุรกิจทัวร์ดังกล่าว เนื่องจากที่ผ่านมามักเกิดปัญหาด้านบริการ เช่น การหลอกลวงนักท่องเที่ยว หรือทิ้งกรุ๊ปทัวร์เมื่ออยู่ต่างประเทศ หรือเมื่อเกิดเหตุขัดข้องในการให้บริการจากปัญหาขาดสภาพคล่อง และที่ผ่านมามักไม่สามารถจัดหาเงินชดเชยได้ เพราะวงเงินประกันการจดทะเบียนธุรกิจมักไม่สูง โดยเป็นการจดทะเบียนในรูปแบบห้างหุ้นส่วน หรือจดทะเบียนแบบบุคคล แทนที่จะจดทะเบียนแบบนิติบุคคล