"คมนาคม" จับมือ "กระทรวงวิทย์-อุตฯ" ยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมระบบรางประเทศ รองรับโครงการ 2 ล้านล้านใน 8 ปี หวังสร้างความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ
การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ลงนามบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) กับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อร่วมมือทางวิชาการพัฒนาระบบราง ยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมชิ้นส่วน และผลิตภัณฑ์ของประเทศ
การลงนามเอ็มโอยูดังกล่าวยังช่วยในการพัฒนา และผลิตบุคคลกรออกมารองรับอุตสาหกรรมระบบรางในไทย ซึ่งคาดว่าในอีก 4 ปีข้างหน้า (2560-2564) ไทยจะมีความต้องการบุคลากรพัฒนาระบบรางมากถึง 3 หมื่นคน
นอกจากนี้ ยังเอื้อให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศ หลังจากที่ผ่านมาภาคเอกชนเตรียมเสนอให้ภาครัฐเดินหน้านโยบายให้การสนับสนุนภาคเอกชนมีส่วนร่วมในระบบราง
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่าเอ็มโอยูดังกล่าวถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการร่วมมือทางวิชาการพัฒนาระบบรางของประเทศ เนื่องจากไทยมีโครงการลงทุนด้านระบบรางในระยะ 8 ปี (2558 - 2565) คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 2 ล้านล้านบาท อาทิ 1.โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าในกรุงเทพมหานคร 10 สาย 2.รถไฟทางคู่ 6 เส้นทาง และ 3.รถไฟฟ้าความเร็วสูง4เส้นทาง
นายอาคม กล่าวว่ากรณีที่ผู้ประกอบการผลิตชิ้นส่วนระบบรางในไทยไม่กล้าตัดสินใจตั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนในประเทศ เนื่องจากไม่ทราบความต้องการในการใช้ชิ้นส่วน ปัจจุบันได้สั่งการให้ ร.ฟ.ท.ในฐานะผู้ใช้ชิ้นส่วนรายใหญ่ของประเทศไปประเมินความต้องการว่ามีความต้องการชิ้นส่วนชนิดใดบ้าง จำนวนเท่าใด เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ลงทุน
“การลงนามความร่วมมือครั้งนี้เพื่อช่วยพัฒนาเทคโนโลยีในการผลิตชิ้นส่วน และระบบการเดินรถเอง เพื่อลดการนำเข้าจากต่างประเทศและหันมาส่งเสริมอุตสาหกรรมภายในประเทศ โดยเบื้องต้นประเมินว่าโครงการที่จะนำชิ้นส่วนเข้ามาจัดใช้ได้ทันที คือ รถไฟทางคู่ 6 เส้นทาง และรถไฟฟ้าไฮสปีดเทรน โดยเฉพาะรถไฟไทย-จีน ซึ่งปัจจุบันฝ่ายไทยอยู่ระหว่างถอดแบบชิ้นส่วนที่ใช้ในการก่อสร้างจากมาตรฐานจีนเป็นไทย เพื่อให้ผู้รับเหมาไทยรู้ว่าจะต้องใช้ชิ้นส่วน ชนิดใดและมาตรฐานในการก่อสร้างบ้าง”
คาดเกิดทิศทางชัดเจนพัฒนาอุตฯ
ด้านนายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่าที่ผ่านมา มีความร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และหน่วยงานอื่นๆ เพื่อพัฒนาชิ้นส่วนระบบราง แต่ยังไม่เห็นผลอย่างชัดเจน เนื่องจากผู้ประกอบการยังมองไม่เห็นทิศทางของการใช้ชิ้นส่วน และส่งผลให้ไม่กล้าลงทุนอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนรถไฟในประเทศ
หลังจากนี้กระทรวงฯ จะเข้ามามีส่วนร่วมกับกระทรวงคมนาคมในการพัฒนาบุคลากรด้านวิศวกร ช่างเทคนิค พนักงานจัดการระบบราง เป็นต้น เนื่องจากประเทศไทยจะมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางรางขนาดใหญ่ และทางกระทรวงฯ สามารถนำประสบการณ์การเรียนรู้จากต่างประเทศมาใช้ช่วยทดสอบระบบรางได้ด้วย
หวังสร้างมาตรฐานชัดเจนจูงใจลงทุน
ด้านนายพรชัย ตระกูลวรานนท์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ขณะนี้ไทยมีศักยภาพการลงทุนส่งเสริมและผลิตชิ้นส่วนรถยนต์สูง และยังมีโอกาสที่จะผลิตชิ้นส่วนอื่นๆ เพื่อสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานระบบรางโดยเฉพาะชิ้นส่วนใต้ราง ซึ่งผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพในการผลิตทั้งราง ไม้หมอน แต่เหนือรางขึ้นไปทั้งตัวรถโดยสาร เครื่องยนต์ เชื่อว่าในอนาคตจะมีศักยภาพในการทำได้
ขณะเดียวกันการผลิตชิ้นส่วนเพื่อประกอบในเครื่องยนต์ โดยเฉพาะตู้โดยสารก็ไม่ได้มีความแตกต่างด้านเทคโนโลยีมาก ดังนั้นหากมีความชัดเจนเรื่องมาตรฐาน วิจัยพัฒนา คาดว่าผู้ผลิตอุตสาหกรรมไทยจะสามารถเข้ามามีโอกาสผลิตใช้ได้เองในอนาคต
คาดเม็ดเงินหมุนเวียนปีละกว่าพันล้าน
นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยส่งเสริมศักยภาพ ร.ฟ.ท. โดยเฉพาะอุปกรณ์ส่วนควบในรถไฟที่ปัจจุบันต้องใช้อย่างมาก หากมีการผลิต และส่งเสริมให้เกิดขึ้นภายในประเทศได้ คาดว่าจะช่วยให้เศรษฐกิจหมุนเวียนกว่า 1 พันล้านบาทต่อปี เพราะปัจจุบันอุปกรณ์ส่วนควบมีการนำเข้าจากต่างประเทศกว่า 40%
ทั้งนี้ แผนพัฒนาระบบรางของ ร.ฟ.ท.ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง นอกจากโครงการรถไฟทางคู่ 6 เส้นทางในปีนี้แล้ว ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างเตรียมเปิดรถไฟทางคู่สายใหม่ 2 เส้นทางคือเส้นทาง บ้านใหม่ - นครพนม ซึ่งจะเป็นเส้นทางเชื่อม แม่สอด-มุกดาหาร-นครพนม และเส้นทาง รถไฟทางคู่ เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ






