บี.กริม เพาเวอร์ เปิดแผนลงทุน 5 ปี เพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าทะลุ 5 พันเมกะวัตต์ ใช้เงินลงทุน 5.9 หมื่นล้านบาท
นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด เปิดเผยถึงแผนการลงทุน 5 ปี(2559-2563)ว่า บริษัทตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 5 พันเมกะวัตต์ จากปีนี้อยู่ที่ 1,627 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 5.9 หมื่นล้านบาท
โดยช่วง 2 ปีข้างหน้า บริษัทฯ จะใช้งบลงทุน 2.5 หมื่นล้านบาท เพื่อพัฒนาโรงไฟฟ้าตามที่วางไว้ จำนวน 5 โรง คือ โรงไฟฟ้าบ่อวิน คาดว่าจะเปิดดำเนินการได้ในช่วงปลายปี 2559 โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ ที่ลาว 1 โครงการ คือ โรงไฟฟ้าเซน้ำน้อย-เซกระตำ กำลังการผลิต 20 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2560 โรงไฟฟ้า ABPR3,ABPR4,ABPR5 คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2561 ซึ่งหากการก่อสร้างแล้วเสร็จตามที่วางแผนไว้จะทำให้ในปี 2561 บริษัทจะมีกำลังการผลิตติดตั้งเพิ่มเป็น 2,060 เมกะวัตต์
ทั้งนี้ ในปี 2563 บริษัทจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งทั้งในและต่างประเทศเพิ่มขึ้น 2,383 เมกะวัตต์ จากทั้งหมด 42 โรง เพิ่มขึ้นจากสิ้นปีนี้ที่คาดว่าจะมีกำลังผลิตรวม 1,627 เมกะวัตต์ จาก 28 โรง หรือเติบโต 46%ต่อปี โดยจะให้ความสำคัญในการลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนและการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้น เช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ลาว เมียนมา อินโดนีเซีย ซึ่งจะเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทน เป็น 24-30% จากปัจจุบันอยู่ที่ 7% โดยสนใจลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พลังลม โซลาร์รูฟ โรงไฟฟ้าพลังน้ำ และชีวมวล เป็นต้น
นอกจากนี้ บริษัทมีแผนลงทุนโรงไฟฟ้าพลังน้ำอีกหลายโครงการในลาว เช่น โครงการเซกอง 4 ขนาด 400 เมกะวัตต์ ถือหุ้น 25% ร่วมกับบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรี โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ที่อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้โครงการ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม บริษัทฯได้เลื่อนแผนการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจากเดิมปลายปีนี้เป็นในต้นปี 2560 โดยจะขายหุ้นเพิ่มทุนใหม่ให้ประชาชนทั่วไป (IPO)ประมาณ 30%ของทุนจดทะเบียน โดยเม็ดเงินที่ได้จากการระดมทุนในครั้งนี้ส่วนหนึ่งจะใช้คืนหนี้เงินกู้บางส่วนและนำไปใช้ขยายกิจการโรงไฟฟ้าทั้งในและต่างประเทศ
สำหรับภาพรวมการดำเนินงานครึ่งปีแรกของปี2559 บริษัทฯมีรายได้ประมาณ 13,400 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นจากครึ่งปีแรกของปี 2558 ประมาณ 21% และมีกำไรสุทธิประมาณ 1,800 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา 150%โดยปัจจัยหลักมาจากการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโรงไฟฟ้าใหม่ 4 โรง คือ โรงไฟฟ้า B1P1 ที่เริ่มดำเนินการในเดือนเม.ย. 2558 โรงไฟฟ้า ABP4 เริ่มดำเนินการในเดือนพ.ย. 2558 โรงไฟฟ้า BIP2 เริ่มดำเนินการในเดือนม.ค. 2559 และ โรงไฟฟ้า ABP5ที่เริ่มดำเนินการในเดือนมิ.ย. 2559 ที่ผ่านมา
“ผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรกดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ มาจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ 1.ความต้องการใช้ไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเลคทรอนิคส์ไม่ได้ลดลงมากอย่างที่คาดการณ์ไว้ 2. ประสิทธิภาพของการบริหารจัดการ ด้านเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าของบริษัทฯด้วยการใช้โรงไฟฟ้าใหม่ที่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่าเดิมมาผลิตไฟฟ้าแทนโรงไฟฟ้าเดิมที่มีอัตราการใช้เชื้อเพลิงสูง เป็นการOptimization Program เพื่อประหยัดการใช้เชื้อเพลิงสูงสุด และ ปัจจัยสุดท้าย คือ การควบคุมค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา ความสามารถในการต่อรองราคาอะไหล่จากการซื้อด้วยปริมาณมาก ทำให้บริษัทฯ สามารถประหยัดงบประมาณได้ถึงกว่า 100 ล้านบาท”









