วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ธาริษา'เตือน!ธุรกรรมไซเบอร์ ยังเสี่ยงสูง

"อดีตผู้ว่าแบงก์ชาติ" ห่วงแบงก์รัฐถูกการเมืองแทรกแซง ปล่อยกู้ไม่สุจริต เตือนทำธุรกรรมการเงินผ่านระบบเทคโนโลยี ยังมีความเสี่ยงสูง

นางธาริษา วัฒนเกส อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวถึงภาพรวมปัญหาทุจริตในภาคการเงิน ในเวทีเสวนา “กรรมโกงแบบไหน... ใครสนอง?” ที่องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) จัดขึ้นเนื่องในวันต่อต้านคอร์รัปชัน ว่าการคอร์รัปชันในสถาบันการเงินหรือธนาคารพาณิชย์เอกชน จะเกิดได้ทั้งกระแสเงินขาเข้าและขาออก ช่องทางสำคัญของการทุจริตขาเข้าอาจรับเงินมาแล้วไม่เข้าบัญชีธนาคาร ซึ่งปัจจุบันมีน้อยมาก ส่วนขาออกมักสร้างความเสียหายจากการปล่อยกู้อย่างไม่สุจริตด้วยรูปแบบต่างๆ

ทั้งนี้ เมื่อมองถึงมาตรการตรวจสอบเส้นทางการเงิน จะแยกผู้เกี่ยวข้องออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ซึ่งแต่ละฝ่ายต่างมีบทบาทสำคัญ และต้องแสดงบทบาทหน้าที่ของตนอย่างมีอิสระ โดยในส่วนของสถาบันการเงิน คุณสมบัติของบุคคลที่จะมาทำหน้าที่ฝ่ายจัดการและฝ่ายบริหาร หรือกรรมการ ถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพราะต่อให้มีกฎเกณฑ์กี่ร้อยพันข้อ ก็ไม่สามารถไล่ตามกลโกงของคนได้

ในส่วนเจ้าของหรือผู้ถือหุ้น ซึ่งธนาคารพาณิชย์ทั่วไปจะมีนักลงทุนที่จะเข้ามาดูแลผลประโยชน์ของตัวเองอยู่แล้ว ฝ่ายบริหารก็ต้องตอบข้อสงสัยกับผู้ถือหุ้นให้ได้

ส่วนฝ่ายกำกับ หากเป็นตลาดทุนก็คือคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) หากเป็นสถาบันการเงินก็คือธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงก์ชาติ ที่ปัจจุบันกลไก กฎเกณฑ์ ในการสรรหาบุคคลที่จะเข้ากำกับดูแลสถาบันการเงิน มีความระมัดระวังมากขึ้นต่างจากในอดีต

อย่างเช่น กรณีการปล่อยสินเชื่อกว่าหมื่นล้านบาทของธนาคารกรุงไทย เมื่อปี 2546 ซึ่งเป็นยุคที่แบงก์ชาติไม่มีอำนาจเข้าไปกลั่นกรอง แต่ภายหลังปี 2551 มีการแก้กฎหมาย เพิ่มช่องทางการกำกับดูแลมากขึ้น ทั้งในด้านธรรมาภิบาลและความเสี่ยง จนสถาบันการเงินมีความระมัดระวังในการดำเนินงานให้มีความโปร่งใสมากขึ้นด้วย จนกล่าวได้ว่า ความเสี่ยงของการมีทุจริตคอร์รัปชันในภาคการเงินน้อยลงไปด้วย

อดีตผู้ว่าฯแบงก์ชาติ ระบุว่า ตัวละครทั้งสามที่ต้องแสดงบทบาทอย่างมีอิสระนั้น อาจเห็นไม่ชัดเจนในสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ แม้ว่าสถาบันการเงินเหล่านี้จะมีคณะกรรมการสรรหาบุคคลเข้ามาทำหน้าที่ในฝ่ายบริหารและฝ่ายจัดการ แต่ในเมื่อเกี่ยวข้องกับการเมือง ก็ต้องยอมรับการถูกแทรกแซง ซึ่งที่ผ่านมา มีการระบุถึงการมอบหมายอำนาจให้แบงก์ชาติ ตรวจสอบ แต่ 2 ปีที่ผ่านมา การออกกฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่อมอบอำนาจให้แบงก์ชาติก็ยังล่าช้า

ทั้งนี้ หลังวิกฤตต้มยำกุ้งกลายเป็นสถานการณ์ภาคบังคับให้สถาบันการเงินเพิ่มทุนอย่างมากมาย ส่งผลให้ความเป็นเจ้าของไม่ตกอยู่ในมือของตระกูลใดเพียง ครอบครัวเดียว แต่กระจายไปอยู่ในมือผู้ถือหุ้น เกิดการคานอำนาจ ลดความเสี่ยงการทุจริตได้ดียิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ด้วยเทคโนโลยีที่นำมาประยุกต์ใช้กับการโอนเงินไปมา สร้างความเสี่ยงอย่างที่เกิดจากตัวละครภายนอก ส่วนหนึ่งต้องมีกฎเกณฑ์เพื่อกำกับดูแลให้ดีขึ้น ในส่วนของกฎหมาย การเชื่อมต่อระหว่างธนาคาร และในส่วนของไซเบอร์ซิเคียวรีตี้ ก็ต้องระมัดระวังให้มากขึ้น โดยเฉพาะประชาชนทุกคน

นางธาริษา กล่าวว่าในอดีตมีการพูดถึงคำกล่าวของลูกหนี้ทีุ่ว่า “ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย” ซึ่งได้รับการยกย่องจากสื่อมวลชน ทั้งที่เป็นค่านิยมที่ไม่ถูกต้อง เพราะปัญหาหนี้เสียควรหันหน้าพูดคุยกัน

นอกจากนี้ ยังเห็นว่าควรมีการสร้างจิตสำนึกที่ดีให้กับเยาวชน โดยเล่าถึงโรงเรียนประถมเล็กๆ แห่งหนึ่ง ในประเทศอินเดีย ซึ่งได้จัดกิจกรรมส่งเสริมจริยธรรมให้กับเยาวชน ด้วยการจัดมุมเล็กๆ เพื่อขายดินสอโดยไม่มีคนเฝ้า โดยนักเรียนที่ต้องการซื้อต้องหยดเงินลงในกระปุกเอง ขณะเดียวกันที่หน้าเสาธงก็มีการอบรม สร้างจิตสำนึกทุกวัน แน่นอนว่า ของหายในช่วงแรกๆ แต่กิจกรรมนี้จัดต่อเนื่องจนครึ่งปีผ่านไป ดินสอถูกขายหมดโดยไม่มีสูญหาย

“การต่อสู้กับการทุจริตคอร์รัปชัน เราทุกคนต่างมีส่วนร่วมและได้ทำหลายอย่าง ทั้งแก้กฎหมาย รณรงค์เพื่อสร้างความมีส่วนร่วม การสร้างจิตสำนึกที่ถูกต้อง แต่จุดหนึ่งที่จะทำให้เราสบายใจได้ก็ต่อเมื่อ เยาวชนของเราควรรู้สึกว่า ตนเองมีศักดิ์ศรีพอที่จะไม่ทุจริต”

ด้าน พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) กล่าวในเวทีเดียวกันว่าในอดีต การทำงานของ ป.ป.ช.มีข้อจำกัดในด้านโครงสร้าง บุคลากรและงบประมาณ ที่ไม่เพียงพอต่องานป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ทำให้มีคดีทุจริตที่รอการไต่สวนในช่วงก่อนปี 2557-2558 จำนวนมาก เพราะมีเจ้าพนักงานเพียง 1,500 คนเท่านั้น ทำให้มีคดีตกค้างกว่า 300 คดี

แต่หลังได้รับการสนับสนุนเพิ่มบุคลากรอีก 800 ตำแหน่ง ที่ล้วนจบเนติบัณฑิตฯมีคุณสมบัติเป็นอัยการ พร้อมการไต่สวนรวบรวมหลักฐานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จนสามารถบรรจุเจ้าหน้าที่ประจำในทุกจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งจะเพิ่มความน่าเชื่อถือในสำนวนที่จะส่งต่อให้อัยการเพื่อดำเนินคดี