‘ไมซ์’จับมือม.ศิลปากรผลิตบุคลากร

‘ไมซ์’จับมือม.ศิลปากรผลิตบุคลากร

ทีเส็บหวั่นไมซ์ขาดแคลนบุคลากร เอ็มโอยูร่วม ม.ศิลปากรผลิตแรงงานรุ่นใหม่ป้อนตลาด

นางนิชาภา ยศวีร์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมไมซ์ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (ทีเส็บ) กล่าวว่า ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการงานนิทรรศการและงานอีเวนท์ (Bachelor of Business Administration Program in Exhibition and Event Management)  มหาวิทยาลัยศิลปากร  

โดยมีสมาคมและหน่วยงานภาคเอกชนเข้าร่วม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างบุคลากรเข้ามาช่วยเสริมในอุตสาหกรรมการจัดประชุมนิทรรศการและการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล (ไมซ์) ของไทยที่ปัจจุบันยังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างมาก โดยขณะนี้กำลังเตรียมแผนการศึกษาถึงอัตราการเติบโต และจำนวนแรงงานที่คาดว่าจะต้องการต่อปีว่าจะมีจำนวนสอดคล้องกับที่สถาบันการศึกษาผลิตได้อย่างไรบ้าง

ทั้งนี้ การขาดแคลนดังกล่าวเนื่องจากอุตสาหกรรมไมซ์ไทยเติบโตอย่างมาก เฉลี่ย 10-15% ต่อเนื่อง ยกเว้นแต่ปีที่มีวิกฤติทางการเมือง อาจปรับการเติบโตในราวไม่ถึง 10% และในปี 2558 สามารถสร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วน 0.84% ของจีดีพี หรือมีค่าใช้จ่ายของนักเดินทางกลุ่มนี้รวมกว่า 2.2 แสนล้านบาท และทำให้ภาครัฐได้รับคืนภาษีเป็นเงินกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี

นอกจากนั้นยังทำให้เกิดความต้องการสร้างแรงงานกว่า 1.64 แสนตำแหน่ง แม้ว่าไทยจะเป็นศูนย์กลางของไมซ์อาเซียน แต่สัดส่วนรายได้ของธุรกิจไมซ์ต่อจีดีพีของสิงคโปร์ยังสูงกว่าโดยอยู่ที่ 1.06% ซึ่งที่ผ่านมาการทิศทางการเมืองของไทยยังไม่ชัดเจน รัฐบาลที่บริหารยังไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ทำให้มีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการจัดงานด้วยส่วนหนึ่ง

จากความร่วมมือของหน่วยงานรัฐ และเอกชนต่างๆ เช่น สมาคมส่งเสริมการประชุมนานาชาติ (ไทย) หรือ ทิก้า, สมาคมการแสดงสินค้า (ไทย) หรือ ทีอีเอ, สมาคมธุรกิจสร้างสรรค์การจัดงาน (อีเอ็มเอ) และบริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด ในครั้งนี้ เชื่อว่าจะทำให้ไทยมีวางแผนเตรียมพร้อมบุคลากรไว้เพื่อรองรับการเติบโตหลังจากมีการเลือกตั้งเสร็จสิ้นแล้ว รวมถึงจะขอความร่วมมือกับหน่วยงานเหล่านี้ ในการให้ส่งข้อมูลรวบรวมความต้องการพนักงาน 6-7 สาขาในอุตสาหกรรมไมซ์ในอนาคต หลังจากที่พบว่าแต่ละสาขาจะมีความขาดแคลนไม่ต่ำกว่า 500-700 คนต่อปี

ด้านนายลอย จูน ฮาว ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด กล่าวว่า เนื่องจากการเป็นศูนย์จัดประชุมขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน และมีจำนวนการจัดงานถึง 800 งานต่อปี และมีจำนวนงานประชุมสัมมนาขนาดใหญ่ที่มีผู้เข้าร่วมกว่า 3 หมื่นคนต่อครั้งด้วย ทำให้เห็นชัดเจนว่าไทยยังมีปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่จะมาช่วยรองรับการจัดงาน โดยปัจจุบันมีพนักงานประจำกว่า 1,500 คน แต่ก็ยังไม่เพียงพอ และต้องใช้วิธีการจ้างแรงงานเสริมในการจัดงานพิเศษแต่ละครั้ง รวมถึงต้องปรับตัวในการเสริมศักยภาพให้พนักงานแต่ละคนสร้างผลผลิตออกมาได้มากที่สุด เพื่อชดเชยการขาดแคลนในเชิงปริมาณ ดังนั้น การเซ็นเอ็มโอยูร่วมกับมหาวิทยาลัยศิลปากรในครั้งนี้ เชื่อว่าจะสร้างความเข้มแข็งในพื้นฐานของไทยได้ ช่วยรับมือกับการแข่งขันของธุรกิจไมซ์ในประเทศประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่กำลังพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ขึ้นมาอย่างมากเช่นกัน

ทั้งนี้ อัตราการใช้พื้นที่เฉลี่ยของอิมแพ็คอยู่ที่ 60-65% เท่ากับปีที่ผ่านมา โดยการจัดงานของภาคธุรกิจเอกชนที่เห็นแนวโน้มเปลี่ยนแปลงชัดเจนคือการขอลดใช้พื้นที่จัดงานย่อส่วนลงเล็กน้อย เป็นผลมาจากสภาพเศรษฐกิจทำให้ต้องการจัดงานให้กระชับมากขึ้น แต่ทั้งนี้ก็ยังสามารถทดแทนได้จากการจัดงานแสดงสินค้าที่เป็นสินค้าเชิงกลยุทธ์ในการสร้างรายได้ให้กับประเทศ เช่น งานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ, งานเกี่ยวกับอาหารและบริการ เป็นต้น ซึ่งเหล่านี้ยังมีความต้องการขยายพื้นที่ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนั้นการเตรียมเปิดโรงแรมแห่งใหม่คือ ไอบิส อิมแพ็ค เพิ่มอีก 587 ห้อง เพิ่มเติมจากที่มีโรงแรมโนโวเทล อิมแพ็ค เปิดให้บริการอยู่แล้วกว่า 280 ห้อง อัตราเข้าพักเฉลี่ยสูงราว 60-70% คาดว่าจะยิ่งทำให้ต้องการบุคลากรเพิ่มเติม ซึ่งภายใต้เอ็มโอยูกับมหาวิทยาลัยศิลปากรในครั้งนี้ มีข้อตกลงว่านักศึกษาชั้นปีที่ 3 และปี 4 จะต้องมาฝึกงานที่อิมแพ็คด้วย เชื่อว่าจะเป็นการช่วยเตรียมความพร้อมให้กับบุคลากรในอุตสาหกรรมส่วนหนึ่ง และสะดวกต่อการทำงานเนื่องจากมหาวิทยาลัยศิลปากรเป็นพันธมิตรทางธุรกิจและวิทยาเขตอยู่ภายในอิมแพ็คอยู่แล้ว

ขณะที่นางพรทิพย์ หิรัญเกตุ อุปนายก ทิก้า กล่าวว่า สาเหตุส่วนหนึ่งของการขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมไมซ์ เนื่องจากบุคลากรที่ผลิตออกมาขาดแคลนทักษะภาษาอังกฤษ ทำให้ต้องเลี่ยงไปจ้างงานพนักงานจากเมียนมา, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์ เข้ามาจำนวนมาก ดังนั้นภาครัฐต้องเร่งพัฒนาจุดอ่อนในเรื่องนี้ อย่างเช่นการร่วมมือกับมหาวิทยาศิลปากรในเรื่องนี้จะช่วยลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะและฝีมือได้ส่วนหนึ่ง

ด้านผศ.ร.ท.(หญิง) เกิดศิริ เจริญวิศาล รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวว่า ขณะนี้เริ่มรับนักศึกษารุ่นแรกในหลักสูตรนี้แล้ว 70 คน และในปีการศึกษา 2560 จะรับเพิ่มเป็น 120 คน นอกจากนั้นยังเตรียมหลักสูตรต่อเนื่องสำหรับระดับปริญญาโทและปริญญาเอกไว้รองรับต่อเนื่องด้วย โดยมั่นใจว่าองค์ความรู้ของภาคอุตสาหกรรมไมซ์ของไทย โดยเฉพาะผู้เชี่ยวชาญจากเอกชนที่จะเข้ามาเป็นอาจารย์สอนพิเศษในภาคปฏิบัติกว่า 50% ของหลักสูตรนี้จะช่วยให้นักศึกษาพร้อมจะออกไปปฏิบัติงานช่วยลดปัญหาขาดแคลนแรงงานได้จริง