ตลาดประชุม-อินเซนทีฟอินเดียมาไทยคึกแซงจีน เผยไทยจุดหมายยอดนิยมสุดในอาเซียน
นายนพรัตน์ เมธาวีกุลชัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (ทีเส็บ) กล่าวว่าวางแผนการตลาดธุรกิจการจัดประชุมและการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล (อินเซนทีฟ) หรือ เอ็มไอ (มีทติ้ง และ อินเซนทีฟ) สำหรับปีงบประมาณ 2560 ที่จะเริ่มต้นในเดือน ต.ค.นี้
โดยมีเป้าหมายเพิ่มรายได้ในนี้เติบโต 10% จากปีงบประมาณนี้ โดยช่วง 3 ไตรมาสแรก (ต.ค.58 - มิ.ย.59) กลุ่มเอ็มไอสร้างรายได้ราว 2.96 หมื่นล้านบาท จากจำนวนนักเดินทางราว 3.93 แสนคน และในปีหน้าตั้งเป้าจะเติบโตในเชิงปริมาณอีกราว 5% ในขณะที่ตลาดไมซ์ทั้งหมดที่มาไทยช่วง 3 ไตรมาสแรกของปีงบประมาณปัจจุบันอยู่ที่ 7.5 แสนคน ทำรายได้ราว 6 หมื่นล้านบาท
จากการเก็บข้อมูลทางการตลาดในรอบ 9 เดือนดังกล่าว พบด้วยว่าตลาดเอ็มไอจากอินเดียมีจำนวนการเดินทางมาไทยมากที่สุด 6.04 หมื่นคน นำหน้าจีนตลาดใหญ่ในเอเชียที่เข้ามาจำนวน 5.36 หมื่นคน ส่วนอันดับ 3 ได้แก่ สิงคโปร์ 3.3 หมื่นคน ตามด้วย มาเลเซีย 2.8 หมื่นคน, เกาหลีใต้ 1.8 หมื่นคน และอินโดนีเซีย 1.5 หมื่นคน ส่งผลให้ภาพรวมตลาดเอเชียครองส่วนแบ่งการเดินทางกลุ่มเอ็มไอกว่า 78% ส่วนตลาดยุโรปมีสัดส่วนราว 10% และอีกราว 4-5% เป็นตลาดอเมริกา ส่วนที่เหลือมาจากทวีปอื่นๆ
นางสาวนุช หอมรสสุคนธ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการประชุมและการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล ทีเส็บ กล่าวว่า ตลาดอินเดียมีความต้องการเดินทางมาเพื่อประชุมและอินเซนทีฟในไทยสูงมาก และแม้ว่าในเชิงท่องเที่ยวไทยจะสูสีกับมาเลเซีย แต่สำหรับการเดินทางในเชิงธุรกิจชาวอินเดียยังยกให้ไทยเป็นจุดหมายอันดับหนึ่ง แต่รูปแบบของอินเดียจะต่างจากจีนเล็กน้อยคือ ไม่ได้เน้นปริมาณมากในการเดินทางแต่ละครั้ง อาจจะสูงสุดที่ราว 1,500 คน แต่จะเน้นความถี่ในการเดินทางสูง ข้อดีคือสามารถกระจายตัวไปยังแหล่งท่องเที่ยวหลากหลายได้ เช่น เชียงใหม่ เชียงราย ซึ่งศักยภาพการเติบโตมาจากอุตสาหกรรมในประเทศที่เม็ดเงินสะพัดสูงมาก โดยเฉพาะธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับโครงสร้างพื้นฐานของระบบสาธารณูปโภค เพราะอินเดียกำลังอยู่ในช่วงพัฒนาทางเศรษฐกิจ ดังนั้นจึงไม่ควรประมาทคู่แข่งอย่างมาเลเซีย ที่ปัจจุบันเริ่มเข้าไปทำตลาดชิงฐานลูกค้ากลุ่มเอ็มไอจากไทยมากขึ้น
ทั้งนี้ อุปสรรคสำคัญที่สุดสำหรับตลาดอินเดียมาไทยคือ เที่ยวบินและจำนวนที่นั่งไม่พอรองรับ เพราะนอกจากเมืองเศรษฐกิจอย่างนิวเดลี และมุมไบแล้ว ยังมีลูกค้าเดินทางมาจากหลากหลายแหล่ง เช่น เชนไน, บังกะลอร์, ไฮเดอราบัด แต่ปัจจุบันสายการบินยังไม่สามารถขยายเที่ยวบินได้เต็มที่ จึงได้สะท้อนปัญหานี้ไปยังสายการบินต่างๆ ให้พิจารณาโอกาสขยายตลาดแล้ว ซึ่งเข้าใจว่าน่าจะปลดล็อคได้เมื่อมีการปรับปรุงเรื่องสิทธิการบินจากทางอินเดีย เปิดโอกาสให้สายการบินจากไทยเข้าไปเจาะตลาดได้มากขึ้น
สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่ทีเส็บตั้งเป้าในปี 2560 จะมุ่งสู่การสร้างตลาดคุณภาพมากขึ้น กลุ่มแรกเน้นนำงานระดับเมกะไซส์ หรือการประชุมขนาดใหญ่ที่มีเข้าร่วม 2,000 คนขึ้นไป เช่น ธุรกิจขายตรง, ประกัน, โทรคมนาคม, ไอที, ยานยนต์ เข้ามาในไทยให้ได้ 5-7 กลุ่มเป็นอย่างต่ำ โดยในช่วงปลายปีนี้เตรียมต้อนรับบริษัทโปรเฮลท์จากจีนจำนวน 5,500 คนเดินทางเข้าภูเก็ต และธุรกิจเครือข่ายขายตรงจากจีนอีก 1 ราย จำนวนกว่า 1 หมื่นคนเดินทางเข้าพัทยา ส่วนกลุ่มที่ 2 เน้นการจัดประชุมขององค์กร เช่น ประชุมบอร์ด, ประชุมประจำปี ตั้งเป้าไปที่ธุรกิจการเงินการธนาคาร, ไอที, เภสัชศาสตร์เป็นต้น
ส่วนกลุ่มสุดท้าย ถือเป็นดาวรุ่งที่เตรียมเข้าไปสร้างฐานตลาดมากขึ้น คือ กลุ่มอินเซนทีฟระดับพรีเมียม วางเป้าหมายไปที่ผู้บริหารระดับสูง ซึ่งอาจจะมีขนาดการเดินทางเล็กกว่ากลุ่มอื่น และจำนวนวันจำกัด เนื่องจากนักเดินทางเป็นบุคคลที่มีเวลาจำกัด แต่คาดว่าการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อวันของกลุ่มนี้สูง 15% เหนือค่าใช้จ่ายของนักเดินทางกลุ่มไมซ์ที่ใช้จ่ายราว 1.6 หมื่นบาทต่อวัน เนื่องจากมักเลือกพักโรงแรมระดับ 5 ดาวขึ้นไปเท่านั้น โดยมองแหล่งที่มาไว้ทั้งจากตลาดเอเชียและยุโรป พร้อมกันนี้จะมุ่งสร้างการรับรู้ตรงสู่กลุ่มเป้าหมายนี้ด้วยการไปร่วมเทรดโชว์ ไอแอลทีเอ็ม (อินเตอร์เนชั่นแนล ลักชัวรี ทราเวล มาร์ท) ที่เมืองคานส์, ฝรั่งเศส เป็นครั้งแรกในปีนี้ด้วย หลังจากที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ไปเปิดตลาดท่องเที่ยวในงานนี้มาก่อนแล้ว
นางสาวนุช กล่าวด้วยว่า ระหว่างวันที่ 11-13 ม.ค. 2562 ไทยจะได้สิทธิเป็นเจ้าภาพงาน SITE Global Conference หรืองานประชุมระดับโลกของ Society for Incentive Travel Excellence (SITE) ซึ่งเป็นสมาคมที่รวมธุรกิจมืออาชีพด้านการจัดการอินเซนทีฟจากทั่วโลก มีสมาชิกมากกว่า 2,000 หน่วยงาน โดยคาดว่าจะมีสมาชิกเดินทางมาไทยราว 300-400 คน นอกจากการใช้จ่ายโดยตรงแล้ว จะได้อานิสงส์เรื่องการนำเอเยนต์ที่มีอิทธิพลในการเลือกจุดหมายสำหรับการอินเซนทีฟ รวมถึงผู้แทนองค์กรใหญ่เข้ามาสำรวจความพร้อมของไทย เพื่อจัดกลุ่มอินเซนทีฟมาเยือนไทยในโอกาสต่อๆ ไปอีก ซึ่งได้คว้าสิทธิครั้งนี้ ไทยชนะทั้งสิงคโปร์ และนิวซีแลนด์ ที่เสนอตัวเข้ามาพร้อมกัน ขณะนี้อยู่ระหว่างคัดสรรทำเลในการจัดประชุมที่กรุงเทพฯนำเสนอ คาดว่าจะชูไฮไลท์ในย่านริมแม่น้ำเจ้าพระยา









