ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ปัจจุบันมีสัดส่วน 56% ของประชากรไทย ส่งผลให้ช่องทางขาย“ออนไลน์”เข้ามามีบทบาทมากขึ้น
วรวุฒิ อุ่นใจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท ซีโอแอล จำกัด (มหาชน) ในเครือเซ็นทรัล กล่าวว่าการพัฒนาเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคในด้านต่างๆ รวมทั้งรูปแบบการจับจ่ายสินค้า ส่งผลให้ผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกไทยต้องปรับตัวให้ทันกับเทคโนโลยีและตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภค โดยเฉพาะการเพิ่มช่องทางการขายออนไลน์
ทั้งนี้ การเพิ่มช่องทางดังกล่าวเพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้บริโภค ที่ปัจจุบันหันมาซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น จากความสะดวกสบายทั้งการหาข้อมูล เปรียบเทียบราคา โปรโมชั่น กระทั่งการซื้อสินค้า และจัดส่ง
“การดำเนินธุรกิจจะต้องตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ไม่ยึดติดการทำธุรกิจรูปแบบเดิม เพราะไม่สามารถแข่งขันในตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้อีกต่อไป”
แนวทางการทำการตลาดจะต้องผสมผสานระหว่าง 2 ช่องทาง ทั้งหน้าร้านและช่องทางออนไลน์ ใช้จังหวะและกลยุทธ์โปรโมชั่น นำเสนอเต็มรูปแบบทั้งคูปองส่วนลดหน้าร้านเชื่อมโยงการซื้อสินค้าจากช่องทางออนไลน์ ตอบโจทยท์เส้นทางการตัดสินใจและเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภคในทุกช่องทางทั้ง ออฟไลน์และออนไลน์
“การเพิ่มช่องทางการขายออนไลน์ จะทำให้เราเป็นร้านค้าเกรดหนึ่ง หากไม่ทำก็จะเป็นร้านค้าเกรดสอง”
ทิศทางการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่ ให้ความสำคัญกับช่องทางการขายใหม่ๆ มากขึ้น เห็นได้จากการปรับตัวรูปแบบ Omni Channel หรือการผสมผสานทุกช่องทางของธุรกิจ ที่เข้าถึงผู้บริโภคและนำไปสู่การตัดสินใจซื้อ ซึ่งเป็นวิวัฒนาการของการทำธุรกิจค้าปลีกผ่านหลากหลายช่องทาง ทั้งการขายผ่านออนไลน์ทุกแพลตฟอร์ม และการขายผ่านหน้าร้านปกติ เพื่อสร้างความเชื่อมโยงของแต่ละช่องทางการขาย ที่จะสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจค้าปลีกในยุคนี้
ที่ผ่านมาธุรกิจค้าปลีกในเครือเซ็นทรัลกรุ๊ป ปรับตัวตามการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคดิจิทัล เห็นได้จากการปรับกลุ่มธุรกิจออนไลน์ Central.co.th ให้เป็นเซ็นทรัล มาร์เก็ตเพลส รวบรวมสินค้าจากพันธมิตรคู่ค้าที่จำหน่ายในศูนย์การค้าเครือเซ็นทรัลกว่า 400 แบรนด์ พร้อมเปิดรับคู่ค้าใหม่ เพื่อสร้างความหลากหลายให้กับช่องทางการขายดังกล่าว
วางกลยุทธ์ให้ร้าน บีทูเอส สาขาอีสต์วิลล์ เป็นรีเทลช็อป ไม่เน้นการขายสินค้า แต่มุ่งให้ข้อมูลด้านสินค้าตอบสนองพฤติกรรมและความต้องการผู้บริโภคเป็นหลัก ทั้งรูปแบบการหาข้อมูลออนไลน์แต่ซื้อสินค้าที่สโตร์ หรือดูสินค้ที่สโตร์แต่ซื้อสินค้าผ่านออนไลน์ เป็นต้น
ปัจจุบันพบว่าทั่วโลกมีจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตสูงกว่า 3,400 ล้านคน จากจำนวนประชากรทั่วโลก 8,000 ล้านคน โดยสหรัฐและยุโรป มีประชากรใช้งานอินเทอร์เน็ต 80% ส่วนจีนและญี่ปุ่นอยู่ที่ 54% ขณะที่อาเซียนมีสัดส่วน 41% เติบโต10% ต่อปี
ขณะที่การซื้อสินค้าผ่านอีคอมเมิร์ซในอาเซียนเติบโตต่อเนื่อง ปัจจุบันมีจำนวนผู้ใช้งาน 38 ล้านคน คาดว่าในปี 2563 จะเพิ่มเป็น 60 ล้านคน โดยประเทศไทยใช้งานเพิ่มขึ้นปีละ 9% อินโดนีเซีย เติบโต 19% ต่อปี และเวียดนาม ขยายตัว 13% ซึ่งการเติบโตสูงของทั้ง 2 ประเทศนี้ จะทำให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสที่จะเป็นศูนย์กลางการอีคอมเมิร์ซ
ทั้งนี้ สัดส่วนการขายสินค้าออนไลน์ของโลกเมื่อเทียบกับช่องทางค้าปลีก ในปี 2557 มีสัดส่วนอยู่ที่ 6.3% มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ปัจจุบันสัดส่วนอยู่ที่ 8.6% และปี 2560 คาดว่าจะเพิ่มเป็น 10% และภายในปี 2562 อยู่ที่ 12.8%









