ทยอยลดพอร์ต ซื้อหุ้นขนาดเล็กที่มีประเด็นบวก
UOBKH แนวโน้มตลาดวันนี้ : แกว่งตัวออกด้านข้าง
ทิศทางตลาดหุ้นไทยวันนี้ คาดจะแกว่งตัวออกด้านข้าง รอปัจจัยบวกใหม่ๆสนับสนุน โดยประเด็นสำคัญของสัปดาห์นี้ยังเป็นการประชุม Jackson Hole ในวันศุกร์ ซึ่งอาจมีสัญญาณเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ ทั้งนี้เป็นที่สังเกตุว่า ตลาดเพิ่มแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวในเดือน ธ.ค. 2559 เป็น 51% จากราว 40% ในสัปดาห์ก่อน ด้านตลาดหุ้นในภูมิภาคเช้านี้ปรับตัวไร้ทิศทาง ขณะที่วานนี้นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยอีก 2,024 ล้านบาท
แนวรับ/แนวต้าน : 1530/1545 สัดส่วนการลงทุน : เงินสด 50% : พอร์ตหุ้น 50%
กลยุทธ์ : ทยอยลดพอร์ต ซื้อหุ้นขนาดเล็กที่มีประเด็นบวก
หุ้นแนะนำ
BA (30.00) : เราแนะนำให้ทยอยซื้อสะสม เนื่องจากผลการดำเนินงานในช่วง 2Q59 นั้นออกมาขาดทุน เนื่องจากค่าใช้จ่ายพิเศษทางด้านภาษีซึ่งเป็น one-time expense ทำให้ปัจจุบันราคาหุ้นยังขึ้นมาไม่มากหากเทียบกับหุ้นในกลุ่มการบิน ทั้งนี้เราคาดผลการดำเนินงานปกติในช่วงครึ่งปีหลังจะดีกว่าช่วง 1H59 จากการเริ่มเข้าสู่ช่วง high season
ASEFA (8.50) : ได้รับผลบวกการเพิ่มขึ้นของอัตรากำลังการผลิตใหม่กว่า 50% และจากทิศทางของอุตสาหกรรมที่มีความต้องการไฟฟ้าโตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งยังมีการประมูลใหม่ๆเข้ามา นอกจากนี้ในช่วง 2H59 ยังเป็นช่วง high season ของธุรกิจ ทั้งนี้ปัจจุบัน ASEFA ซื้อขายที่ PEปี59 เพียง 15 เท่า และคาดอัตราปันผลที่ประมาณ 3%
TPCH (20.00) : เราคาดว่าแนวโน้มผลประกอบการอยู่ในช่วงขาขึ้น จากโรงไฟฟ้าแห่งที่ 4 (TSG) คาดว่าจะ COD ได้ในช่วง 3Q59 และโรงไฟฟ้าอีก 2 โรง (PGP และ SGP) จะทยอย COD ในช่วงต้นปี 60 นอกจากนี้ยังมีปัจจัยบวกจาก 1) การเปลี่ยนระบบการรับซื้อราคาของโรงไฟฟ้าแห่งที่ 1 (CRB) จาก Adder เป็น Fit 2) โรงไฟฟ้าที่ปัตตานีซึ่งอยู่ระหว่างการขอ PPA 3) การประมูลโรงไฟฟ้าชีวมวลภาคใต้และรอบใหม่ๆ และ 4) การลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานทางเลือกในต่างประเทศ
KCE (110) : คาดผลประกอบการ 3Q59 จะออกมามากที่สุดของปีจากช่วง high season เนื่องจากแนวโน้มคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นจากการลดราคาสินค้า ซึ่งจะไม่กระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้นเนื่องจากประสิทธิภาพของเครื่องจักรในโรงงานใหม่ที่ดีขึ้นและผลแห่งการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale)
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน
ปัจจัยภายในประเทศ
+ "สมคิด" เร่งคมนาคมสรุปโครงสร้างพื้นฐานลงพื้นที่เขตค้าเสรีตะวันออก เสนอ ครม.ภายใน ต.ค.นี้หวังเห็นโครงการเดินหน้าชัดเจนทันทีในไตรมาส 4 พร้อมเข็นไฮสปีดเทรนกรุงเทพฯ-ระยอง เป็นโมเดลพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ริมทางรถไฟเปิด 5 สถานหลักให้เอกชนเข้าพัฒนา
+ ท.ท.ช.ไฟเขียว ท่องเที่ยวหารือคลัง หนุนนำค่าธรรมเนียมวีซ่าสมทบเข้าโครงการประกันภัยนักท่องเที่ยว สร้างความเชื่อมั่นกระตุ้นการเดินทาง ชงวงเงิน 180 ล้านบาท เคาะเบี้ยประกันนักท่องเที่ยวหัวละ 6 บาท จ่อยุบกองทุนช่วยเหลือเยียวยานักท่องเที่ยวต่างชาติหากโครงการสำเร็จ
+ "บีเจซี" ลุยลงทุนค้าปลีกเวียดนามต่อเนื่องหลังซื้อกิจการ "เมโทร เวียดนาม" เล็งเปลี่ยนแบรนด์เป็น "เอ็มเอ็ม เมก้า มาร์เก็ต" เพิ่มสาขาร้านสะดวกซื้อบีสมาร์ท ไม่ต่ำกว่า 500 สาขาในระยะ 3-5 ปีจากนี้ เตรียมนำโมเดล "สตรีทฟู้ด" ในไทยบุกตลาด นำร่องธุรกิจอาหารแช่แข็ง ขนมหวาน เผย 7 ปีลงทุนเวียดนามแล้ว 3 หมื่นล้าน
- เครดิตบูโรคาดยอดตรวจข้อมูลเครดิตลูกหนี้ปีนี้พุ่งต่อเนื่องแตะ 48.5 ล้านรายการ แซงปี 58 หลังแบงก์เพิ่มความถี่ ส่องคุณภาพลูกหนี้เก่าแม้สินเชื่อใหม่จะโตน้อย-ลูกค้าใหม่ตกเกณฑ์มากขึ้น แต่ยังมั่นใจระบบแบงก์ดูแลเอ็นพีแอลเหตุมีกระบวนการจัดการตั้งแต่ค้างหนึ่งเดือน ระบุแบงก์ต่างชาติเข้มสุดสแกนลูกหนี้รายไตรมาสขณะที่แบงก์รัฐยังใช้บริการน้อย
ปัจจัยต่างประเทศ
- ตลาดหุ้นสหรัฐปิดแทบไม่เปลี่ยนแปลงในวันจันทร์ ขณะที่การร่วงลงของราคาน้ำมันถ่วงหุ้นกลุ่มพลังงานลง แต่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวแข็งแกร่ง ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดลบ 23.15 จุดหรือ 0.12% สู่ 18,529.42
- ดัชนี FTSE 100 ที่ตลาดหุ้นอังกฤษร่วงลงแตะจุดต่ำสุดในรอบเกือบ 2 สัปดาห์ในวันจันทร์ ในขณะที่การดิ่งลงของราคาโลหะและราคาน้ำมันดิบส่งผลให้หุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์รูดลง ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 ปิดร่วงลง 30.41 จุด หรือ 0.44 % สู่ 6,828.54 หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 6,812.07-6,884.61 โดยจุดต่ำสุดของวันจันทร์ถือเป็นจุดต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 9 ส.ค.
+ ดัชนีนิกเกอิที่ตลาดหุ้นโตเกียวปิดเพิ่มขึ้นในวันจันทร์ แต่ตลาดถูกสกัดช่วงบวก ขณะที่นักลงทุนจับตาการประชุมธนาคารกลางทั่วโลกที่เมืองแจ็คสัน โฮล รัฐไวโอมิ่งในสัปดาห์นี้ ซึ่งธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจจะส่งสัญญาณบ่งชี้ถึงแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย ทั้งนี้ ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดบวก 52.37 จุด หรือ 0.32% ที่ 16,598.19
+ ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า NYMEX ดิ่งลง 3 % ในวันจันทร์ หลังจากเพิ่งขึ้นไปแตะจุดสูงสุดรอบ 6 สัปดาห์ที่ 48.75 ดอลลาร์ในวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยราคาน้ำมันได้รับแรงกดดันจากการที่จีนส่งออกเชื้อเพลิงมากยิ่งขึ้น, จากการที่อิรักและไนจีเรียส่งออกน้ำมันดิบมากยิ่งขึ้น และจากจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบส่งมอบเดือน ก.ย.ดิ่งลง 1.47 ดอลลาร์ หรือ 3 % มาปิดตลาดที่ 47.05 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 46.75-48.40 ดอลลาร์ โดยสัญญาเดือน ก.ย.ครบกำหนดส่งมอบในช่วงปิดตลาดวันจันทร์









