วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'สมคิด'สั่งเร่งศึกษาโครงสร้างพื้นฐาน รับ'อีอีซี'

"สมคิด" สั่งเร่งคมนาคมสรุปโครงสร้างพื้นฐาน ลงพื้นที่เขตค้าเสรีตะวันออก พร้อมเสนอครม.ภายในต.ค.นี้ หวังเห็นโครงการชัดเจนในไตรมาส 4

กระทรวงคมนาคมเตรียมเสนอการพัฒนาพื้นที่สองข้างทางรถไฟความเร็วสูง 4 เส้นทาง รวมทั้งหมด 18 สถานี โดยเส้นทางกรุงเทพฯ-ระยอง จะเป็นเส้นทางแรกที่จะเปิดประมูล เพื่อให้สอดรับกับการพัฒนาพื้นที่เขตการค้าเสรีภาคตะวันออก

เส้นทางรถไฟความเร็วสูง 4 เส้นทาง ประกอบด้วย โครงการรถไฟความเร็วสูงช่วง กรุงเทพฯ-นครราชสีมา ระยะทาง 253 กม.วงเงินลงทุน 189,000 ล้านบาท มีพื้นที่พัฒนา 3 สถานี คือ สระบุรี ปากช่อง นครราชสีมา แบ่งเป็น พื้นที่พัฒนาภายในสถานีรวม 3,800 ตารางเมตร พื้นที่ย่านสถานี 601.59 ไร่ พื้นที่ใกล้เคียงของราชการ 638 ไร่ ประมาณการรายได้หากพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวอยู่ที่ 31,695 ล้านบาท

ขณะที่ กรุงเทพฯ-พิษณุโลก ระยะทาง 384 กม. วงเงินลงทุน 224,416 ล้านบาท มีการศึกษาพื้นที่พัฒนา 5 สถานี คือ อยุธยา ลพบุรี นครสวรรค์ พิจิตร พิษณุโลก แบ่งเป็นพื้นที่พัฒนาภายในสถานีรวม 3,150 ตารางเมตร พื้นที่ย่านสถานี 120.35 ไร่ พื้นที่ใกล้เคียงของราชการ 21,582 ไร่ ประมาณการรายได้ 18,291 ล้านบาท
ส่วนกรุงเทพฯ-หัวหิน ระยะทาง 255 กม. วงเงินลงทุน 101,880 ล้านบาท มีพื้นที่พัฒนา 4 สถานี คือ นครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี หัวหิน แบ่งเป็นพื้นที่พัฒนาภายในสถานีรวม 6,324 ตารางเมตร พื้นที่ย่านสถานี 159.66 ไร่ ประมาณการรายได้ 6,137 ล้านบาท

และเส้นทางช่วงกรุงเทพฯ-ระยอง ระยะทาง 194 กม. วงเงินลงทุน 152,528 ล้านบาท มีพื้นที่พัฒนา 6 สถานี คือ ลาดกระบัง ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ศรีราชา พัทยา ระยอง แบ่งเป็นพื้นที่พัฒนาภายในสถานีรวม 5,499 ตารางเมตร พื้นที่ย่านสถานี 162 ไร่ ประมาณการรายได้ 15,857 ล้านบาท

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังประชุมติดตามความคืบหน้าผลการดำเนินงานการพิจารณาแนวทางการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ตามแนวรถไฟ วานนี้ (22 ส.ค.) ว่า กระทรวงคมนาคมสรุปตัวเลขมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จะเพิ่มขึ้นหลังการพัฒนาส่วนดังกล่าว โดยจะรายงานให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีทราบในวันที่ 31 ส.ค.นี้

นอกจากนั้น ยังมอบให้กระทรวงคมนาคมเร่งศึกษาโครงการพัฒนาที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ไม่ว่าจะเป็น รถไฟความเร็วสูงช่วงกรุงเทพฯ-ระยอง โครงการพัฒนาท่าอากาศยานอู่ตะเภา โครงการพัฒนาท่าเรือจุกเสม็ด และโครงการพัฒนาท่าเรือเฟอร์รี่ เชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวระยอง-ปราณบุรี โดยแผนงานทั้งหมดจะต้องแล้วเสร็จและเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบในช่วงเดือน ต.ค.นี้ เพื่อเปิดให้โครงการเริ่มประมูล และนำมาสู่การลงพื้นที่ก่อสร้างโดยเร็ว ซึ่งเป้าหมายของรัฐบาลอยากให้โครงการในอีอีซีเห็นภาพชัดเจนช่วงไตรมาส 4 นี้

“หากว่าโครงการต่างๆ สามารถเสนอให้ ครม.อนุมัติได้ก็แน่นอนว่าขั้นตอนต่อไปก็เริ่มเดินได้ทันที เชื่อว่าตอนนี้ทุกคนทำงานหนัก ไม่ได้วางเป้าหมายว่าจะต้องประมูลหรือเห็นการลงทุนในช่วงไหน แต่หากโครงการเข้า ครม.ได้ก็จะเป็นส่วนสำคัญในการเดินหน้าโครงการแล้ว ดังนั้นรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-ระยอง ก็จะเป็นโครงการแรกที่จะเข้า ครม.และเปิดประมูลรูปแบบพีพีพีได้ ส่วนโครงการท่าอากาศยานอู่ตะเภา ท่าเรือจุกเสม็ดก็เป็นโครงการของกองทัพเรือซึ่งมีแผนพัฒนาอยู่แล้วก็จะเดินหน้าได้”

ชี้ต้องเร่งรัดเส้นตะวันออกก่อน

ด้านนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า เนื่องจากโครงการในพื้นที่ฝั่งภาคตะวันออกจัดอยู่ในแผนอีอีซีที่ต้องเร่งรัด และการศึกษาก็พบว่ามีความต้องการสูง อีกทั้งแนวเส้นทางรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-ระยอง เป็นเส้นทางที่มีจุดสิ้นสุดที่ชัดเจนและมีศักยภาพคุ้มค่าต่อการลงทุน จึงจะเป็นโครงการส่วนแรกที่กระทรวงฯ เร่งศึกษาการพัฒนาพื้นที่สองข้างทางเพื่อเปิดให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุน

นายอาคม กล่าวว่า ในเบื้องต้นจะทำการพัฒนาบริเวณ 5 สถานีหลัก บนพื้นที่รวม 162 ไร่ ประกอบไปด้วย ระยอง ฉะเชิงเทรา ศรีราชา ชลบุรี และพัทยา
ขณะเดียวกัน ในพื้นที่ดังกล่าวยังมีโครงการท่าเรือเฟอร์รี่ที่กรมเจ้าท่า (จท.) เป็นผู้ดูแล ซึ่งปัจจุบันได้ทำหนังสือเชิญชวนเอกชนเข้ามาเดินเรือในเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมต่อจากท่าเรือจุดเสม็ดไปยังแหล่งท่องเที่ยวหัวหิน และปราณบุรีแล้ว ส่วนอีก 2 โครงการที่เป็นส่วนของกองทัพเรือก็เป็นโครงการที่มีแผนชัดเจนและจะเกิดขึ้นในระยะเวลาเดียวกัน ทำให้อีอีซีเป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่มีความพร้อม

เตรียมศึกษาเส้นภาคใต้ถึงสุราษฎร์

นายอาคม กล่าวว่า นอกจากการเร่งรัดจัดทำแผนพัฒนาโครงการแล้ว กระทรวงฯ ก็จะเร่งศึกษาวิเคราะห์ผลตอบแทนทางการเงินของโครงการ ตลอดจนการพัฒนาเมืองที่จะเกิดขึ้นรอบโครงการ และแผนการดูแลสิ่งแวดล้อมเสนอให้ ครม.ทราบอีกด้วย

“31 ส.ค.นี้ กระทรวงฯ จะทำแผนรายงานภาพรวมของการพัฒนารถไฟความเร็วสูง 4 เส้นทาง ทั้งกรุงเทพฯ-ระยอง กรุงเทพฯ-หัวหิน กรุงเทพฯ-พิษณุโลก-เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ-นครราชสีมา รวมไปถึงแผนการจัดใช้ประโยชน์ที่ดินรอบสถานี ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างประเมินมูลค่าอยู่ โดยเหตุที่ทำให้เราสามารถพัฒนาเส้นทางกรุงเทพ - ระยอง ได้ก่อน เพราะเป็นเส้นทางที่พร้อมมีความต้องการสูง และเป็นเส้นทางที่มีจุดสิ้นสุดที่ระยอง ซึ่งจะเป็นฮับใหญ่ในอนาคต ส่วนฝั่งกรุงเทพฯ-หัวหิน พบว่ายังต้องศึกษาผลตอบแทนอีกเพื่อให้เกิดความคุ้มค่า โดยอาจจะต้องศึกษามองไปถึงการขยายเส้นทางไปยังสุราษฎร์ธานี หรือต่อไปยังปาดังเบซาร์ ซึ่งจุดนี้ต้องหารือร่วมกับมาเลเซียเพื่อมองภาพการเดินรถร่วมกันด้วย”