"ปตท."ปรับยุทธศาสตร์ใหม่รับกระแสการเปลี่ยนแปลง ชี้ต้องเร่งหาธุรกิจใหม่หวังสร้างให้องค์กรเติบโตอย่างยั่งยืน หลังมองธุรกิจเดิมเริ่มเข้าสู่ขาลง
นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. กล่าวว่าบอร์ดและผู้บริหารปตท. ได้ทบทวนยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อให้องค์กรเติบโตอย่างยั่งยืน
“ถ้าไม่ได้ทำอะไรเลย ธุรกิจของปตท.จะเติบโตลดลง”
ปตท.รายงานตลาดหลักทรัพย์ระบุว่าในครึ่งแรกปี 2559 มียอดขายรวม 807,687 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากน้ำมันและการค้า 45% ปิโตรและการกลั่น 29% ก๊าซ 19% ปตท.สผ. 6% ถ่านหินและอื่นๆ 1%
นายเทวินทร์ กล่าว 3 ปัจจัยที่จะส่งผลกระทบธุรกิจของปตท. คือ 1.เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งจะเข้ามาทดแทนเชื้อเพลิงฟอซซิล 2.ทรัพยากรปิโตรเลียมของไทยจะลดลงเรื่อยๆ เพราะมีการขุดเจาะมากว่า 30 ปี และ 3. ผู้บริโภคจะมีบทบาทในการกำหนดทิศทางของภาคธุรกิจมากขึ้น
สำหรับยุทธศาสตร์ใหม่ของปตท. ประกอบด้วย 3 ด้าน คือ 1.การดำเนินการที่ทำทันที(Do Now)ด้วยเพิ่มประสิทธิภาพและใช้ทรัพย์สินเดิมให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด 2.โอกาสการลงทุนต่อเนื่องในธุรกิจที่ดำเนินการอยู่แล้ว (Decide Now)เช่น แอลเอ็นจี สถานีอัดประจุไฟฟ้า และแบตเตอรี่ และ 3.การแสวงหาธุรกิจใหม่เพื่อความยั่งยืน (Shape Now)เพื่อให้เป็นธุรกิจอนาคต (S-Curve)ของ ปตท.
นายเทวินทร์ กล่าวว่าล่าสุดปตท.ปรับองค์กรรองรับยุทธศาสตร์ที่ 3 โดยจัดตั้งหน่วยงาน Express Solution(ExpressSo) เพื่อเป็นศูนย์กลางในการวิเคราะห์และคัดเลือกแนวคิดธุรกิจใหม่ๆ พร้อมจัดทำเป็นโมเดลธุรกิจต้นแบบ ซึ่งหากเป็นไปได้ก็จะนำมาขยายผลในเชิงพาณิชย์ต่อไป นอกจากนี้ ได้จัดตั้งกองทุนร่วมลงทุน (Corporate Venture Capital: CVC) เพื่อร่วมลงทุนในธุรกิจที่ได้รับการคัดเลือก
เจรจาซื้อแอลเอ็นจี3ล้านตัน/ปี
นายเทวินทร์ กล่าวว่า ปตท. อยู่ระหว่างเจรจาซื้อก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) สัญญาระยะยาว 10-15 ปี ปริมาณรวม 3 ล้านตันต่อปี คาดว่าจะสรุปผลและเสนอให้คณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัทฯ เห็นชอบในเดือน ก.ย. นี้ จากนั้นจะเสนอให้ภาครัฐพิจารณาต่อไป
แอลเอ็นจีดังกล่าวจะมาจากบริษัท Shell Eastern Trading (PTE) LTD, บริษัทBP Singapore PTE. Limitedบริษัท เชลล์ และผู้ประกอบการ 1 แห่ง เฉลี่ยรายละ 1-1.2 ล้านตันต่อปี ซึ่งเมื่อรวมกับสัญญาซื้อแอลเอ็นจีระยะยาวจากการ์ตา 2 ล้านตันต่อปีในปัจจุบัน จะทำให้สัญญาซื้อแอลเอ็นจีระยะยาวเพิ่มเป็น 5 ล้านตันต่อปี
“ถ้าเจรจาจบจะเสนอให้บอร์ดพิจารณาทั้ง 3 ล้านตันในเดือน ก.ย. นี้ โดยบางส่วนจะเริ่มนำเข้าช่วงต้นปี 2560 และที่เหลือจะทยอยนำเข้าเพิ่มเติม 1-2 ปีให้หลัง ถ้าหากไม่เพียงพอต่อความต้องการก็จะซื้อแอลเอ็นจีในตลาดจร (Spot)เพิ่ม โดยคาดว่าความต้องการก๊าซแอลเอ็นจีปีนี้จะอยู่ที่ 3 ล้านตันต่อปี และจะเพิ่มขึ้นเป็น 5 ล้านตันในปีหน้า” นายเทวินทร์กล่าว
ปตท. ยังมีแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการนำเข้าแอลเอ็นจีที่เพิ่มเติม โดยการขยายคลังแอลเอ็นจีแห่งที่ 1 จาก 5 ล้านตันต่อปี เป็น 10 ล้านตันต่อปีจะแล้วเสร็จช่วงต้นปี 2560 ส่วนโครงการขยายคลังแห่งที่ 1 เป็น 11.5 ล้านตัน มูลค่า 1,000 ล้านบาท อยู่ระหว่างการจัดรายงานผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม (EHIA) ส่วนโครงการลงทุนคลังแอลเอ็นจีแห่งที่ 2 มูลค่า 40,000 ล้านบาท อยู่ระหว่างการตัดสินใจว่าจะลงทุนขนาด 5 หรือ 7.5 ล้านตันต่อปี
อย่างไรก็ตาม การประมูลแหล่งก๊าซธรรมชาติที่กำลังจะหมดอายุสัมปทานในปี 2565-2566 และการร่างกฎหมายปิโตรเลียมฉบับใหม่จะมีผลต่อทิศทางระยะยาวของ ปตท. ถ้าเรื่องดังกล่าวล่าช้าจะทำให้ความต้องการแอลเอ็นจีมากขึ้นในช่วง 5-6 ปีข้างหน้า เพื่อชดเชยการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่จะลดลง
แผนลงทุน5ปีอยู่ที่ระดับ3แสนล้าน
สำหรับงบลงทุนระยะ 5 ปี (2560-2565) ที่จะเสนอให้บอร์ดพิจารณาช่วงปลายปีนี้คาดว่าจะอยู่ในระดับ 3 แสนล้านบาท ใกล้เคียงกับงบลงทุนระยะ 5 ปี (ปี 2559-2563) ในปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 2.97 แสนล้านบาท
ในเบื้องต้น ปตท.ยกเลิกโครงการลงทุนนำก๊าซธรรมชาติส่วนที่ไม่ผ่านโรงแยกก๊าซฯ ไปผลิตเป็นก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) มูลค่า 2,000-3,000 ล้านบาท เนื่องจากราคาก๊าซแอลพีจีลดลงจนไม่คุ้มค่า อย่างไรก็ตาม ปตท. มีโครงการลงทุนคลังแอลเอ็นจี ท่อส่งก๊าซธรรมชาติ 1,000 ล้านบาท และแผนขยายธุรกิจน้ำมันอีก 1,000 ล้านบาทเพิ่มเติม ส่งผลให้ตัวเลขการลงทุนไม่น้อยกว่าเดิม
ด้านผลประกอบการครึ่งหลังของปี 2559 ยังถือว่าไปได้ เพราะต้นทุนราคาก๊าซธรรมชาติมีแนวโน้มลดลงและโรงงานในเครือ ปตท. ไม่มีแผนหยุดซ่อมบำรุง ส่วนธุรกิจปิโตรเคมียังทรงตัวจากครึ่งปีแรก ด้านมาร์จิ้นของธุรกิจโรงกลั่นคาดว่าจะอ่อนตัวลงจาก 3.3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพราะโรงกลั่นในภูมิภาคที่เคยหยุดซ่อมช่วงต้นปีกลับมาเดินเครื่องตามปกติอีกครั้ง ด้านราคาน้ำมันดิบดูไบคาดว่าจะสูงขึ้นเป็นอยู่ที่ 42-46 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากครึ่งปีแรกเฉลี่ยอยู่ที่ 37 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
กฎหมายกองทุนน้ำมันลดภาระ3พันล้าน/ปี
นายเทวินทร์ ยังกล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ. กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. ... ซึ่งเพิ่งผ่านความเห็นจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะช่วยลดภาระการอุดหนุนราคาขายปลีกก๊าซแอลพีจีและก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) ของ ปตท. ราว 3,000 ล้านบาทต่อปี โดยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะรับภาระตรงนี้แทนเมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ส่งผลให้ผลประกอบการดีขึ้น
สำหรับภาพรวมผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ปตท. บริษัทมีกำไรสุทธิทั้งสิ้น 24,879 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ และเพิ่มขึ้น 5.1% จากไตรมาสแรก ส่งผลให้ภาพรวมงวดครึ่งปีแรกมีกำไรสุทธิรวมทั้งสิ้น 48,548 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 4.8% สาเหตุหลักจากราคาขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่ปรับเพิ่มขึ้นประกอบกับต้นทุนค่าก๊าซธรรมชาติที่ทยอยปรับลดลงตามราคาน้ำมันที่ลด
ทั้งนี้ ในไตรมาสสองของปีนี้ ปตท.ได้ทบทวนแผนการลงทุนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ราคาพลังงานที่เปลี่ยนแปลงไป โดยปรับลดแผนการลงทุนปี 2559 จาก 50,839 ล้านบาท ซึ่งตั้งไว้เมื่อราคาน้ำมันอยู่ที่ 54 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลงเหลือ 43,307 ล้านบาท เนื่องจากราคาน้ำมันปรับลดลงมาที่ระดับ 40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล









