วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ยอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูง ทำเงินบาทอ่อนยาก

"ศุภวุฒิ" ชี้ยอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ ทำเงินบาทอ่อนยาก "สมคิด" ย้ำต้องดูแลเงินบาทไม่ให้แข็งค่า

เงินบาทไทยวานนี้ (18 ส.ค.) กลับมาแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง สอดคล้องกับสกุลเงินอื่นในตลาดเกิดใหม่ หลังจาก ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยรายงานการประชุม บ่งชี้ว่า เฟด อาจจะยังไม่รีบปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งสวนทางกับความเห็นของประธานเฟดสาขานิวยอร์ก ที่ให้สัมภาษณ์เมื่อวันก่อนหน้าซึ่งระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่ เฟด อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในเดือนก.ย.นี้

ผลรายงานการประชุมเฟดที่ออกมา ทำให้เงินดอลลาร์กลับมาอ่อนลง ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น โดยวานนี้เงินบาทเปิดตลาดช่วงเช้าที่ 34.56-34.57 บาทต่อดอลลาร์ ก่อนจะปิดตลาดที่ 34.60-34.61 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ตลาดหุ้นไทย ปิดตลาดที่ 1,547.01 จุด เพิ่มขึ้น 15.38 จุด มูลค่าการซื้อขายรวม 59,903.44 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิที่ 418.49 ล้านบาท โดยมียอดซื้อสะสมตั้งแต่ต้นปีรวมกว่า 1.06 แสนล้านบาท

“ศุภวุฒิ”มองเงินบาทอ่อนยาก

นายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร กล่าวว่า การแทรกแซงค่าเงินบาทของทางธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) สามารถทำได้ แต่คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง โดยสาเหตุสำคัญที่ทำให้เงินบาทแข็งค่า คือ การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่สูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ตั้งแต่ปี 2541

ตั้งแต่ปี 2558 ถึงปัจจุบัน ประเทศไทยมียอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึง 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี) ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าลงยาก ขณะเดียวกันการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ก็ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นด้วย ขณะเดียวกันค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้น ยังลากให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นตามไปด้วย

สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ซึ่งออกมาดีกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ ทำให้ บล.ภัทร ปรับคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจทั้งปีในปีนี้เพิ่มเป็น 3.2% จากเดิมที่ 2.8% โดยเชื่อว่าจะเห็นแรงส่งต่อเนื่องมายังไตรมาส 3 จากการลงทุนภาครัฐที่มีความชัดเจน รวมถึงภาคท่องเที่ยวและภาคเกษตรที่เติบโตดี แม้ว่าการท่องเที่ยวจะเติบโตในระดับชะลอลง โดยเฉพาะการใช้จ่ายต่อหัวที่ลดลง

ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมดึงให้การลงทุนเอกชนทรงตัวไปด้วย ส่วนไตรมาส 4 จะได้แรงหนุนจากการฤดูกาลท่องเที่ยวและภาคเกษตรรวมถึงเป็นช่วงต้นปีงบประมาณอีกด้วย

“การส่งออกและการลงทุนเอกชนคิดเป็นสัดส่วน 75% ของจีดีพี เป็นลมต้านสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจโตได้ไม่มาก ส่วนการลงทุนภาครัฐที่มีความชัดเจน แต่เอกชนยังไม่ลงทุนตามนั้นต้องดูที่กำลังการผลิตที่ยังอยู่ระดับต่ำ 55-66% ขณะที่การส่งออกก็ยังไม่โตได้มากนัก แถมยังจะติด ลบในปีนี้ด้วย"

“สมคิด”ย้ำดูแลบาทไม่ให้แข็งค่า

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าไทยในช่วงนี้ เพราะมองว่าไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ เห็นได้จากหลังผลประชามติของสหราชอาณาจักร (ยูเค) ที่โหวตให้ออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป(อียู) หรือ “เบร็กซิท” ตลาดหุ้นไทยก็ปรับขึ้นค่อนข้างมาก จากกระแสเงินทุนที่ไหลเข้า โดยเฉพาะเมื่อผลประชามติเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญของไทยออกมา ก็ทำให้ทิศทางของไทยดีขึ้นทันที ทุกฝ่ายมีความเชื่อมั่นมากขึ้น

“ความเติบโตไหลมาจากยุโรปหลังเบร็กซิทไม่อย่างนั้นหุ้นไทยไม่ขึ้นอย่างนี้ มีแค่ 2 ประเทศที่ขึ้น คือ ญี่ปุ่น กับเรา เงินก็ไหลเข้าประเทศมาก ค่าเงินบาทแข็งขึ้น ก็ต้องดูแลไม่ให้แข็ง จะเห็นได้ว่า เรามีศักยภาพ พอเราผ่านโหวตรัฐธรรมนูญ ความเชื่อมั่น เปลี่ยนทันที จากที่เอกชนเคยมองแง่ร้ายมาตลอด ตอนนี้ทุกคนก็เชื่อว่ามันจะดี" นายสมคิด กล่าว