"ศุภวุฒิ" ชี้ยอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ ทำเงินบาทอ่อนยาก "สมคิด" ย้ำต้องดูแลเงินบาทไม่ให้แข็งค่า
เงินบาทไทยวานนี้ (18 ส.ค.) กลับมาแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง สอดคล้องกับสกุลเงินอื่นในตลาดเกิดใหม่ หลังจาก ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยรายงานการประชุม บ่งชี้ว่า เฟด อาจจะยังไม่รีบปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งสวนทางกับความเห็นของประธานเฟดสาขานิวยอร์ก ที่ให้สัมภาษณ์เมื่อวันก่อนหน้าซึ่งระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่ เฟด อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในเดือนก.ย.นี้
ผลรายงานการประชุมเฟดที่ออกมา ทำให้เงินดอลลาร์กลับมาอ่อนลง ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น โดยวานนี้เงินบาทเปิดตลาดช่วงเช้าที่ 34.56-34.57 บาทต่อดอลลาร์ ก่อนจะปิดตลาดที่ 34.60-34.61 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ตลาดหุ้นไทย ปิดตลาดที่ 1,547.01 จุด เพิ่มขึ้น 15.38 จุด มูลค่าการซื้อขายรวม 59,903.44 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิที่ 418.49 ล้านบาท โดยมียอดซื้อสะสมตั้งแต่ต้นปีรวมกว่า 1.06 แสนล้านบาท
“ศุภวุฒิ”มองเงินบาทอ่อนยาก
นายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร กล่าวว่า การแทรกแซงค่าเงินบาทของทางธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) สามารถทำได้ แต่คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง โดยสาเหตุสำคัญที่ทำให้เงินบาทแข็งค่า คือ การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่สูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ตั้งแต่ปี 2541
ตั้งแต่ปี 2558 ถึงปัจจุบัน ประเทศไทยมียอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึง 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี) ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าลงยาก ขณะเดียวกันการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ก็ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นด้วย ขณะเดียวกันค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้น ยังลากให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นตามไปด้วย
สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ซึ่งออกมาดีกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ ทำให้ บล.ภัทร ปรับคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจทั้งปีในปีนี้เพิ่มเป็น 3.2% จากเดิมที่ 2.8% โดยเชื่อว่าจะเห็นแรงส่งต่อเนื่องมายังไตรมาส 3 จากการลงทุนภาครัฐที่มีความชัดเจน รวมถึงภาคท่องเที่ยวและภาคเกษตรที่เติบโตดี แม้ว่าการท่องเที่ยวจะเติบโตในระดับชะลอลง โดยเฉพาะการใช้จ่ายต่อหัวที่ลดลง
ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมดึงให้การลงทุนเอกชนทรงตัวไปด้วย ส่วนไตรมาส 4 จะได้แรงหนุนจากการฤดูกาลท่องเที่ยวและภาคเกษตรรวมถึงเป็นช่วงต้นปีงบประมาณอีกด้วย
“การส่งออกและการลงทุนเอกชนคิดเป็นสัดส่วน 75% ของจีดีพี เป็นลมต้านสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจโตได้ไม่มาก ส่วนการลงทุนภาครัฐที่มีความชัดเจน แต่เอกชนยังไม่ลงทุนตามนั้นต้องดูที่กำลังการผลิตที่ยังอยู่ระดับต่ำ 55-66% ขณะที่การส่งออกก็ยังไม่โตได้มากนัก แถมยังจะติด ลบในปีนี้ด้วย"
“สมคิด”ย้ำดูแลบาทไม่ให้แข็งค่า
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าไทยในช่วงนี้ เพราะมองว่าไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ เห็นได้จากหลังผลประชามติของสหราชอาณาจักร (ยูเค) ที่โหวตให้ออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป(อียู) หรือ “เบร็กซิท” ตลาดหุ้นไทยก็ปรับขึ้นค่อนข้างมาก จากกระแสเงินทุนที่ไหลเข้า โดยเฉพาะเมื่อผลประชามติเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญของไทยออกมา ก็ทำให้ทิศทางของไทยดีขึ้นทันที ทุกฝ่ายมีความเชื่อมั่นมากขึ้น
“ความเติบโตไหลมาจากยุโรปหลังเบร็กซิทไม่อย่างนั้นหุ้นไทยไม่ขึ้นอย่างนี้ มีแค่ 2 ประเทศที่ขึ้น คือ ญี่ปุ่น กับเรา เงินก็ไหลเข้าประเทศมาก ค่าเงินบาทแข็งขึ้น ก็ต้องดูแลไม่ให้แข็ง จะเห็นได้ว่า เรามีศักยภาพ พอเราผ่านโหวตรัฐธรรมนูญ ความเชื่อมั่น เปลี่ยนทันที จากที่เอกชนเคยมองแง่ร้ายมาตลอด ตอนนี้ทุกคนก็เชื่อว่ามันจะดี" นายสมคิด กล่าว









