รายงานกำไร 2Q59 เติบโต 45%YoY แต่ลดลง 21%QoQ
ประเด็นสำคัญในการลงทุน :
- รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/59 ที่ 686 ล้านบาท : กำไรปรับตัวลงจากไตรมาสก่อนเนื่องจากไม่มีเงินปันผลรับจากบริษัท ราชบุรีพาวเวอร์ จำนวน 180 ล้านบาท กำไรจากการดำเนินงานยังทรงตัวในระดับเดียวกับไตรมาสก่อนหน้าเป็นผลจากต้นทุนราคาก๊าซธรรมชาติที่ปรับตัวลงจากต้นปี16% สู่ระดับ 254 บาทต่อตัน อีกทั้งบริษัทสามารถเดินเครื่องโรงไฟฟ้า SPP (CUP1-3) อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นส่งผลให้ทำให้ยอดจำหน่ายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 9%QoQ สู่ 624 ล้านบาทและมียอดจำหน่ายไอน้ำเพิ่มขึ้น 12%QoQ สู่ระดับ 1,475 ล้านบาท ขณะที่โรงไฟฟ้า IPP มีรายได้จากค่าไฟและค่าความพร้อมจ่ายทรงตัวที่ 1,558 และ 145 ล้านบาทตามลำดับ
- ปรับประมาณการกำไรปี 59 และ 60 เพิ่มขึ้น 37% และ 40% สู่ 2,762 และ 2,813 ล้านบาทตามลำดับ : ฝ่ายวิจัยมีมุมมองบวกต่อผลประกอบการของบริษัทเนื่องจากแนวโน้มราคาก๊าซธรรมชาติจะทรงตัวในระดับต่ำถึงกลางปีหน้าหากราคาน้ำมันยังเคลื่อนไหวในกรอบ 35-50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะส่งผลให้โรงไฟฟ้า SPP ของบริษัทสามารถดำเนินการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่หนุนผลประกอบการ ฝ่ายวิจัยจึงปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 59 และ 60 ขึ้นจาก 2,011 ล้านบาทและ 2,013 ล้านบาทสู่ 2,762 ล้านบาทและ 2,813 ล้านบาทตามลำดับซึ่งเติบโต 45% และ 2% ตามลำดับ อย่างไรก็ตามปี 60 จะรับรู้กำลังการผลิตจากโรงไฟฟ้านวนคร 50 MW เต็มปีและจะมีกำลังการผลิตใหม่เข้ามาอีก 153 MW ระหว่างปี แต่เราคาดว่าต้นทุนก๊าซฯ จะเริ่มปรับตัวขึ้นกลางปี 60 เป็นปัจจัยกดดันผลประกอบการส่งผลให้ผลประกอบการปี 60 คาดว่าจะเติบโตเพียง 2%YoY
- โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 20 MW ที่ประเทศญี่ปุ่นเริ่มก่อสร้างไตรมาส 3/59 : บริษัทได้ขยายการลงทุนไปยังโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ญี่ปุ่นกำลังการผลิต 20 MW ภายใต้โครงการ “ICHINOSEKI” เนื่องจากเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าด้วยต้นทุนเงินทุนที่ต่ำกว่า 2% ต่อปีตลอดอายุโครงการ 20 ปี และส่วนเพิ่มราคาขายไฟฟ้าที่สูงถึง 40 เยนต่อหน่วย โดยคาดว่าจะเริ่มการก่อสร้างในไตรมาส 3 นี้ และคาดว่าจะเริ่มดำเนินงานเชิงพาณิชย์ได้ภายในไตรมาส 4/60
- ปรับคำแนะนำเหลือ “ชะลอลงทุน” ราคาเหมาะสมปี 60 ที่ 35.7 บาท : ฝ่ายวิจัยประเมินมูลค่าด้วยวิธี PBV Ratio ที่ Prospective PBV 1.35 เท่าซึ่งใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ได้ราคาเหมาะสมปี 60 ที่ 35.7 บาทซึ่งต่ำกว่าราคาปิดล่าสุดจึงปรับคำแนะนำจาก “ถือ” เหลือ “ชะลอลงทุน” นอกจากนี้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นทำให้อัตราผลตอบเงินปันผลลดลงเหลือเพียง 2.4% ซึ่งต่ำกว่ากลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่อื่นๆ ทำให้ความน่าสนใจในการลงทุนลดลง









