ปีนี้นับเป็นอีกหนึ่ง “ปีทอง” ของการลงทุนใน “ทองคำ” โดยราคาตลาดโลกทยอยปรับขึ้นตั้งแต่ต้นปี และยิ่งปรับขึ้นร้อนแรงในช่วงหลังการลงประชามติ
ของอังกฤษ ที่ประชาคนส่วนใหญ่โหวตให้ออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป (อียู) หรือ “เบร็กซิท” จนราคาทองคำในตลาดโลกพุ่งทำสถิติสูงสุดในรอบ 2 ปี
อีกทั้งยังมีแนวโน้มว่าราคาทองคำอาจปรับขึ้นต่อเนื่อง หากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐยังสะท้อนการฟื้นตัวอย่างอ่อนแอ เพราะจะเปิดโอกาสให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยังไม่รีบตัดสินใจ “ปรับขึ้น” ดอกเบี้ยนโยบาย
ทว่าราคาทองคำที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง นับเป็นโอกาสที่ผู้ลงทุนบางกลุ่มจะ “เทขาย” เพื่อ “ทำกำไร” ออกมาก่อน โดยเมื่อเร็วๆ นี้ สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า “กองทุนโซรอส ฟันด์ แมเนจเมนต์” ได้ลดสัดส่วนการลงทุนทองคำในไตรมาส 2 ลงอย่างมาก ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาทองคำพุ่งสูงสุดในรอบ 2 ปี
สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า กองทุนโซรอสของ “จอร์ส โซรอส” มหาเศรษฐีนักลงทุนชื่อดังได้ลดสัดส่วนการถือครองทองในกองทุน SPDR Gold Trust ลงสู่ 240,000 หุ้นมูลค่า 30.4 ล้านดอลลาร์ จาก 1.05 ล้านหุ้นคิดเป็นมูลค่า 123.5 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรก
“โซรอส” ได้ปรับลดสัดส่วนการถือครองทองในบริษัทแบร์ริค โกลด์ คอร์ปลงอย่างมากสู่ระดับ 1.07 ล้านหุ้นมูลค่า 22.9 ล้านดอลลาร์ จาก 19.4 ล้านหุ้นในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้
“นักลงทุนได้ลดสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทเหมืองแบบล่วงหน้าแล้ว ซึ่งบางบริษัทก็ปรับตัวโดดเด่นในช่วงครึ่งแรกของปีนี้” นายไถ่ หว่อง ผู้อำนวยการฝ่ายซื้อขายโลหะพื้นฐานและโลหะมีค่าจาก BMO Capital Markets กล่าวและว่า “นั่นอาจจะไม่บ่งชี้ว่า พวกเขามีมุมมองเชิงลบต่อทองเสมอไป แต่กำลังขายทำกำไรมากกว่า”
การดำเนินการดังกล่าวเกิดขึ้นขณะที่ราคาทองในตลาดสปอตพุ่งขึ้น 7% ในไตรมาส 2 หลังจากที่พุ่งขึ้น 16% ในไตรมาสแรก ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบเกือบ 3 ทศวรรษ ขณะที่มีการคาดการณ์ลดลงเกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ
อย่างไรก็ตามในมุมมองของ “วรชัย ตั้งสิทธิ์ภักดี” กรรมการผู้จัดการ บริษัท จีที โกลด์ บูลเลี่ยน บอกว่า เขาไม่ได้ให้น้ำหนักกับการขายทองคำของ กองทุนโซรอส มากนัก เพราะการให้ข่าวแต่ละครั้งมักจะเกิดขึ้นหลังจากที่เขาได้ปรับเปลี่ยนการถือครองทองคำไปแล้ว ดังนั้นนักลงทุนควรจะมองกระแสเศรษฐกิจที่แท้จริงน่าจะสะท้อนกับมุมมองการลงทุนได้ดีกว่า
“การเคลื่อนไหวของ จอร์ส โซรอส มักจะให้ข่าวหลังจากที่เขาทำรายการไปแล้ว ซึ่งเป็นการสร้างกระแสให้นักลงทุนเห็นคล้อยกับเขาไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งเพื่อให้เป็นผลดีกับการลงทุนของเขามากกว่า”
ส่วนมุมมองที่มีต่อราคาทองคำระยะสั้น “วรชัย” มองว่า มีโอกาสฟื้นตัวได้เล็กน้อยจากสัปดาห์ก่อนที่ราคาทองคำปรับตัวลดลงมา หลังจากตัวเลขภาคเศรษฐกิจสหรัฐปรับตัวดีขึ้น ซึ่งราคาทองคำในปัจจุบันยังให้น้ำหนักกับการปรับดอกเบี้ยของสหรัฐเป็นหลัก
โดยมองว่าโอกาสที่ราคาทองคำจะปรับตัวที่ 1,375 ดอลลาร์ต่อออนซ์นั้นมีโอกาสเป็นไปได้ แต่อาจเผชิญกับแรงเทขายที่สูงดังนั้นนักลงทุนต้องระมัดระวัง แต่หากราคาทองคำในประเทศปรับตัวลดลงต่ำกว่า 21,500 บาทต่อบาททองคำ ก็ถือเป็นจุดที่น่าสะสม
ด้าน “พิชญา พิสุทธิกุล” อุปนายกสมาคมค้าทองคำ มองว่า ทิศทางของราคาทองคำในระยะสั้นยังคงแกว่งตัวอยู่ในกรอบแคบ เหตุยังไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามากระทบกับราคาทองคำอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งหลังจากนี้ความเคลื่อนไหวจะขึ้นอยู่กับการปรับขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐเป็นหลัก
“ราคาทองคำในระยะสั้นยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงมาก ส่วนใหญ่จะเคลื่อนไหวอยู่กรอบแคบๆ เท่านั้น ยกเว้นจะมีการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงของเศรษฐกิจโลก โดยแนวโน้มราคาทองคำในช่วงที่ผ่านมามีการผันผวนบ้างหลังจากการประกาศตัวเลขของสหรัฐที่ออกมาดี”
อย่างไรก็ตามกรอบของราคาทองคำในระยะถัดไป มองว่าจะเคลื่อนไหวที่ 1,290-1,390 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนกรอบราคาทองคำในประเทศไทย ได้รับผลดีจากเงินบาทที่แข็งค่า โดยประเมินว่าจะอยู่ที่กรอบ 20,500-22,000 บาททองคำ ซึ่งนักลงทุนยังสามารถเข้าซื้อได้หากราคาทองคำปรับตัวลดลงมาทดสอบ 20,500 บาทต่อบาททองคำ
สำหรับกระแสข่าวลือการขายทองคำของ “จอร์ส โซรอส” นั้น พิชญา มองว่ากระแสข่าวดังกล่าวไม่ได้มีผลกับราคาทองคำมากนัก โดยช่วงที่ผ่านมา โซรอส ประกาศชัดเจนว่าต้องการลงทุนในทองคำเพิ่มขึ้น ซึ่งการขายออกในรอบที่ผ่านมาต้องพิจารณาว่ามีการขายออกมากน้อยแค่ไหน ซึ่งส่วนตัวให้น้ำหนักกับกองทุนที่ถือครองทองคำอาจเทขายออกมามากกว่า








