"ไทยเบฟ" ปูพรมขยายธุรกิจ ปั้นธุรกิจอาหาร ผ่าน “ฟู้ด ออฟ เอเชีย” ดันเป็นอีกเสาหลักธุรกิจในอนาคต นอกเหนือจากสุรา-เบียร์-นอนแอลกอฮอล์
"ไทยเบฟ" ปูพรมขยายธุรกิจ ปั้น "ธุรกิจอาหาร" ผ่าน “ฟู้ด ออฟ เอเชีย” ดันเป็นอีกเสาหลักธุรกิจในอนาคต นอกเหนือจากสุรา-เบียร์-นอนแอลกอฮอล์ หลังผนึกยักษ์อาหารเอเชีย “แม็กซิม กรุ๊ป” รุกเจาะตลาดเอเชีย ใช้เครือข่ายทีซีซี กรุ๊ปต่อยอดธุรกิจ พร้อมเดินหน้ารักษาแชมป์ชาเขียวยั่งยืน
นอกเหนือจากวิสัยทัศน์ของบริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) จะดันรายได้ธุรกิจเครื่องดื่มในกลุ่มให้มีรายได้เติบโต “เท่าตัว” หรือมียอดขาย 3 แสนล้านบาทในปี 2563 เมื่อเทียบกับปี 2556 ที่มียอดขายกว่า 1.5 แสนล้านบาท โดยผนึก 5 บริษัทในเครือ ได้แก่ ไทยเบฟ ,บริษัท เฟรเซอร์ แอนด์ นีฟ (เอฟแอนด์เอ็น),บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล เบฟเวอเรจ โฮลดิ้งส์ ลิมิเต็ด (IBHL) ,บมจ.โออิชิ และบมจ.เสริมสุข รุกตลาดเครื่องดื่มแอลกอล์และนอนแอลกอฮอล์ โดยแต่ละปีบริษัทตั้งเป้ารายได้รวมเติบโต 12-15% ต่อเนื่องแล้ว
ไทยเบฟ ยังมองหาโอกาสรุก “ธุรกิจอาหาร” ด้วยการผนึกยักษ์พันธมิตรอาหาร ต่อยอดการเติบโตธุรกิจนี้ในเอเชีย
นายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า หลังจากไทยเบฟได้ตั้งบริษัทลูก “ฟู้ด ออฟ เอเชีย” เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา และใช้เงินลงทุนไปแล้วหลักร้อยล้านบาทเพื่อขยายธุรกิจอาหารอย่างจริงจัง
เมื่อเร็วๆนี้ยังได้ร่วมทุนกับบริษัท Mei-Xin (International) Limited ในเครือแม็กซิม กรุ๊ป (Maxim’s Group) ผู้ประกอบการร้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดในฮ่องกง ตั้งบริษัทแม็กซ์ เอเชีย จำกัด ในไทย เพื่อเริ่มต้นดำเนินธุรกิจอาหารที่ไม่อยู่ในภาพลักษณ์ญี่ปุ่น เช่น อาหารจีน เค้ก และเบเกอรี่ เป็นต้น
ทั้งนี้ แม็กซิม กรุ๊ป มีธุรกิจอาหารในฮ่องกง และขยายไปสู่จีน จะเอื้อประโยชน์ในการร่วมทุนให้กับฟู้ด ออฟ เอเชีย แต่แม็กซิม กรุ๊ป ยังไม่เคยทำตลาดอาเซียนและไทย ทั้ง2ฝ่ายจึงมองหาโอกาสทางธุรกิจเพื่อสร้างการเติบโตในอนาคต โดยใช้ไทยเป็นจุดเริ่มต้น
ผนึกพันธมิตรรุกธุรกิจอาหารเอเชีย
นอกจากนี้ การที่ไทยเบฟให้ความสำคัญในการขยายธุรกิจอาหาร เนื่องจากต้องการเติมเต็มไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคปัจจุบันมองการกิน ดื่มมากขึ้น โดยฟู้ด ออฟ เอเชีย จะเน้นทำตลาดอาหารที่ไม่เกี่ยวกับญี่ปุ่น เนื่องจากเซ็กเตอร์ดังกล่าวโออิชิ ทำอยู่แล้ว
“ได้คุยกับมร.ไมเคิล วู ทายาทรุ่นที่2ของแม็กซิม กรุ๊ป สิ่งสำคัญที่ทั้ง2ฝ่ายมีตรงกันคือคุณค่าของครอบครัวและองค์กร ด้านการคิด วิสัยทัศน์ในการทำธุรกิจ โดยแม็กซิม มีประสบการณ์ทำงานในฮ่องกง และขยายตัวสู่จีนแผ่นดินใหญ่ ส่วนแม็กซิม กรุ๊ป ยังไม่เคยมาทำตลาดอาเซียน เราจึงยินดีเป็นพันธมิตร เพื่อขยายตลาดในไทยและภูมิภาค รวมทั้งมองหาโอกาสเติบโตร่วมกัน”
ดันอาหารสู่เสาหลักธุรกิจที่ 4
เขายังกล่าวว่า ภายใต้วิสัยทัศน์ 2020 (ปี2563) ไทยเบฟยังเน้นธุรกิจ3เสาหลัก ได้แก่ สุรา เบียร์ และเครื่องดื่มนอนแอลกอฮอล์ อาหารยังไม่ใช่เสาหลักที่4 แต่บริษัทก็เริ่มต้นขยายธุรกิจอย่างจริงจัง ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นเสาหลักที่ 4 หลังปี 2563
เล็งดึงแบรนด์ดังเปิดในไทย
ด้านนางนงนุช บูรณะเศรษฐกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟู้ด ออฟ เอเชีย จำกัด กล่าวว่า ต้องการหาพันธมิตรในการสร้างการเติบโตอย่างรวดเร็ว ส่วนแบรนด์ที่บริษัทดำเนินการเอง ได้แก่ ร้านอาหารจีน “หม่าน ฟู่ หยวน” แบรนด์ “โซ อาเซียน”(So Asean) ร้านอาหารไทยและอาเซียน และร้านกาแฟ การบริหารฟู้ดคอร์ทแบรนด์ “ฟู้ด สตรีท”(Food Street)แห่งแรกที่ศูนย์การค้าเดอะ สตรีท รัชดา
ส่วนการผนึกพันธมิตร ล่าสุด บริษัทร่วมทุนกับแม็กซิม กรุ๊ป ประเดิมเปิดร้านเบเกอรี่จำหน่ายเค้ก และทาร์ต จากฮ่องกง มีสาขาแรกขนาด 50 ตารางเมตร ที่สยามพารากอน โดยจะเปิดให้บริการเดือนก.ย.นี้
ทั้งนี้ การได้แม็กซิม กรุ๊ป เป็นพันธมิตร มีความเป็นไปได้ในการดึงแบรนด์ร้านอาหารและภัตตาคารชื่อดัง เช่น ภัตตาคารแม็กซิม พาเลซ (Maxim’s Palace) ภัตตาคารอาหารจีนแบรนด์ เจด การ์เด้น (Jade Garden)มาขยายในไทย แต่เบื้องต้นต้องการให้ความสำคัญทีละแบรนด์
สำหรับแผนขยายธุรกิจอาหารระยะยาว บริษัทจะเดินหน้าขยายสาขาร้านต่างๆอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดลงทุนหลักสิบล้านบาทเปิดร้านหม่าน ฟู่ หยวน สาขา2ที่ดิเอ็ม ควอเทียร์ เตรียมเข้าไปบริหารฟู้ดคอร์ทเพิ่ม2-3แห่ง และมีความเป็นไปได้ที่จะผนึกทีซีซี กรุ๊ป ในการเข้าไปบริหารฟู้ดคอร์ทในห้างค้าปลีกสมัยใหม่อย่างบิ๊กซี และขยายสาขาร้านเบเกอรี่เพิ่มให้ครบ10-15สาขา ภายใน12-18เดือน เป็นต้น
ชูโออิชิ “ครัวกลาง”ธุรกิจอาหาร
ด้านนายมารุต บูรณะเศรษฐกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทโออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัททำหน้าที่เป็นครัวกลางผลิตอาหารให้กับฟู้ด ออฟ เอเชีย เป็นการใช้สาธารณูปโภคร่วมกัน และเป็นการผนึกธุรกิจในเครือ ขณะเดียวกันบริษัทมีแผนที่จะกลับมารุกตลาดของหวานอีกครั้ง หลังจากที่ผ่านมามีความตั้งใจจะเปิดแบรนด์ของหวานเอง แต่ชะลอไป1-2ปี
ส่วนภาพรวมธุรกิจเครื่องดื่ม หลังจากชาเขียวโออิชิ มีส่วนแบ่งตลาด43%ก้าวเป็นเบอร์1ตั้งแต่ปลายปีก่อน และต่อเนื่อง3ไตรมาส จากนี้ไปบริษัทจะมุ่งทำตลาดสร้างแบรนด์ให้มีความแข็งแกร่ง มุ่งออกสินค้าใหม่ปีละ2รายการ การทำตลาดและโปรโมชั่นไม่เน้นทำแบบฉาบฉวย แต่จะต้องให้เกิดประโยชน์สูงสุด
สำหรับความท้าทายใหม่ของโออิชิ คือการโฟกัสตลาดต่างประเทศ โดยที่ผ่านมาส่งสินค้าไปทำตลาดกว่า30ประเทศทั่วโลก และเป็นเบอร์1ในลาว กัมพูชา เริ่มทำตลาดเชิงรุกในสิงคโปร์ มาเลเซีย และปีหน้าจะเข้าไปรุกตลาดเวียดนาม เนื่องจากตลาดชามีขนาดใหญ่มากกว่าไทย ซึ่งการเจาะตลาดอาเซียนจะผนึกกับบริษัทเฟรเซอร์ แอนด์ นีฟ(เอฟแอนด์เอ็น)บริษัทในเครือเพื่อสร้างการเติบโต









