วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

CENTEL - ซื้อ

ได้เวลาซื้อจัดเต็ม รอรับกำไรฟื้นตัวแกร่ง

ประเด็นการลงทุน

เรามองว่านี่เป็นโอกาสที่มากในการเริ่มกลับเข้าสะสม CENTEL อย่างจริงจัง ก่อนที่บริษัทจะแสดงถึงกำไรที่ฟื้นตัวแข็งแกร่งตั้งแต่ช่วงไตรมาส 3/59 เป็นต้นไป โดยมูลค่าหุ้นปัจจุบันยังอยู่ในระดับน่าเข้าไปลงทุนเมื่อพิจารณาจากการที่ราคาหุ้น CENTEL ซื้อขายกันที่ PER ปี 2559 เพียง 29.2 เท่า และปี 2560 เพียง 25.5 เท่า ซึ่งยังเป็นระดับที่ใกล้เคียงช่วงหลังวิกฤติการวางระเบิดในกรุงเทพฯในช่วงไตรมาส 3/58 และเรามองว่ายังคงมีอัพไซส์จากการซื้อกิจการ-ควบรวมกิจการ โดยเรายังคงแนะนำ “ซื้อ” จากการประเมินมูลค่าด้วยวิธีคิดลดเงินสด (DCF) ณ สิ้นปี 2559 ราคาเป้าหมายเท่ากับ 45 บาท/หุ้น อ้างอิงจาก WACC เท่ากับ 8.6% และ อัตราการเติบสุดท้ายเท่ากับ 2% โดยจากประมาณการของเราอัพไซส์ยังคงมีต่อเนื่องไปจนถึงปี 2560 ด้วยราคาเป้าหมายสิ้นปี 2560 เบื้องต้นที่ 49 บาท/หุ้น

เตรียมรับกำไรไตรมาส 2/59 ดีเกินคาด และสดใสต่อเนื่องไตรมาส 3/59

เราคาดว่าผลประกอบการไตรมาส 2/59 (คาดจะประกาศพรุ่งนี้) มีโอกาสที่จะออกมากดีกว่าที่ตลาดคาดถึง 16% จากการที่อัตรากำไรดีกว่าที่คาด โดยเรามองว่าบริษัทน่าจะรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/59 เติบโตก้าวกระโดดถึง 40% YoY พลิกกลับจากที่ลดลง YoY มาตลอดในช่วงไตรมาส 4/58-1/59 โดยในส่วนของกำไรหลักนั้นเราคาดว่าจะกลับมาเติบโตทั้ง YoY และ QoQ ได้ในไตรมาส 3/59 จากการที่รายได้เฉลี่ยต่อห้องเติบโตโดดเด่น (หนุนจากทั้งอัตราเข้าพักและราคาห้องพัก) มีโอกาสปรับตัวขึ้นใกล้เคียง 10% YoY ในขณะเดียวกันเรามองว่าหลังการปรับปรุงโรงแรม Centara Grand Maldives จะทำให้ราคาค่าห้องพักของโรงแรมดังกล่าวปรับตัวเพิ่มขึ้นได้เป็นตัวเลขสองหลัก YoY สำหรับธุรกิจอาหารยังคงมีการเติบโตของยอดขายสาขาเดิมแบบ YoY ในไตรมาส 3/59 และการเติบโตระดับปานกลางของยอดขายรวมทุกสาขา

คาดผลงานกลับมา top form ในไตรมาส 4/59 – 1/60

ผลประกอบการที่เป็นกำไรหลักของ CENTEL กำลังจะกลับมาเติบโตแข็งแกร่งอีกครั้งในช่วงไตรมาส 3/59-1/60 โดยจะเติบโตทั้งแบบ YoY และ QoQ จากการที่มีฐานต่ำมากทั้งในช่วงไตรมาส 4/58 และ 1/59 ซึ่งมาจากการปิดปรับปรุงของโรงแรมห้าดาวในมัลดีฟ และต้นทุนพนักงานที่สูงขึ้นในธุรกิจโรงแรม โดยเราคาดว่าอัตรากำไรหลักในธุรกิจโรงแรมจะเริ่มกลับมาดีอีกครั้งในช่วงครึ่งหลังของปี 2559 จากการที่ Centara Grand Maldives ที่เป็นโรงแรมห้าดาวจะมีอัตราการเข้าพักเต็มและราคาห้องเติบโตตลอดช่วงไฮซีซั่นในช่วงไตรมาส 4/59 -1/60 ขณะที่เราค่อนข้างมั่นใจว่าความกังวลเรื่องอุปสงค์นักท่องเที่ยวชาวยุโรปมาไทยจากประเด็น Brexit ยังคงไม่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในช่วงไฮซีซั่นที่กำลังจะมาถึงนี้ในไตรมาส 4/59-1/60


ธุรกิจอาหารฟื้นตัว ขณะที่โรงแรมผ่านจุดต่ำสุดแล้ว

บริษัทปรับเพิ่มอัตราการเติบโตธุรกิจอาหารในปี 2559 โดยมองว่ายอดขายรวมทุกสาขาเป็น 6% จากเดิม 4% และการเติบโตของยอดขายสาขาเดิมเท่ากับ 2% โดยเรามองว่าธุรกิจอาหารยังคงมีอัพไซส์จากการขยายตัวของอัตรากำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อมราคา ซึ่งปัจจุบันบริษัทยังมีสมมติฐานว่าจะทรงตัวอยู่ที่ระดับเดิมแม้จะเริ่มเห็นการฟื้นตัวของยอดขายสาขาเดิมแล้ว สำหรับธุรกิจโรงแรมนั้นบริษัทตั้งเป้าหมายรายได้เฉลี่ยต่อห้องพักปี 2559 เติบโต เท่ากับ 5% มาจากราคาห้องพักเพิ่มขึ้น 3% และอัตราการเข้าพักเพิ่มขึ้น 200 bp มาเท่ากับ 82% โดยเรามองว่าอัตรากำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อมราคาของธุรกิจโรงแรมจะกลับมาเติบโต 120 bps YoY ในไตรมาส 2/59 หลังจากลดลง 200 bps YoY ในช่วงไตรมาส 1/59 โดยผู้บริหารมีมุมมองเชิงอนุรักษ์นิยมที่ว่าอัตรากำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อมราคาในปี 2559 จะลดลงถึง 100-200 bps

มีโอกาศเห็นการควบรวมกิจการใหม่ภายในสิ้นปี 59

CENTEL ยังคงมีความพยายามที่จะปิดดีลควบรวมกิจการหลายดีลให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นปี 2559 ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเติบโตตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นไป รวมทั้งช่วยให้สามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ ที่จะมีโรงแรมอย่างน้อย 70 แห่งและ สาขาร้านอาหารอย่างน้อย 1,000 แห่ง ภายในปี 2563 (ปัจจุบันมีโรงแรม 57 แห่งและสาขาร้านอาหาร 801 แห่งในช่วงครึ่งปีแรก 2559) โดยเป้าหมายการควบรวมกิจการยังคงเน้นไปที่กลุ่มโรงแรมและธุรกิจอาหารที่ดำเนินงานอยู่แล้วเป็นหลัก โดยในระยะกลางเรามองว่า CENTEL มีโอกาสเซ็นสัญญาบริหารโรงแรม 4 แห่งในแถบตะวันออกกกลางและการร่วมทุนในโครงการโรงแรมสร้างใหม่ขนาด 500 ห้องในดูไบ โดยสถานะทางการเงินปัจจุบันของบริษัทนับว่าแข็งแกร่งมากและเอื้อต่อการเข้าควบรวมกิจการใหม่ๆ ในอนาคต โดยเราคาดว่าอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนสุทธิสิ้นไตรมาส 2/59 จะเท่ากับเพียง 0.7 เท่าซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2549 และยังคงต่ำกว่าระดับเพดานสูงสุดตามนโยบายที่บริษัทตั้งไว้ภายในที่ 1.2 เท่าและต่ำกว่าระดับข้อตกลงทางการเงินจากเจ้าหนี้ที่ 2เท่ามากอย่างมีนัยสำคัญ