วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ธปท.จี้ทุกฝ่ายร่วมแก้ปัญหาโครงสร้างศก.

“ธปท.” ชี้เศรษฐกิจไทยเผชิญปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจหลายจุด ทำเศรษฐกิจไทยติดกับดักรายได้ปานกลาง จี้ทุกฝ่ายร่วมแก้ปัญหาจริงจัง

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวในงานสัมมนาวิชาการเชิงสังเคราะห์โมเดลใหม่ในการพัฒนาเศรษฐกิจซึ่งจัดโดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) และสถาบันวิจัยป๋วย อึ๊งภากรณ์ว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างในหลายจุด ทั้งขาดการลงทุนมานาน ความล้าหลังด้านเทคโนโลยี ขาดแคลนแรงงานทักษะสูง ความด้อยคุณภาพของระบบการศึกษา ความอ่อนประสิทธิภาพของระบบราชการ ตลอดจนความขัดแย้งในสังคมที่ส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบเศรษฐกิจที่มีความเหลื่อมล้ำสูง

“ปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้สั่งสมมานาน ไม่สามารถแก้ได้ในเวลาอันสั้น และไม่สามารถดำเนินการได้โดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการช่วยแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ต่อเนื่อง ต้องกำหนดทิศทางการพัฒนาในระยะอย่างอย่างเป็นรูปธรรม มีการทำงานเชิงรุกเพื่อผลักดันให้ประเทศหลุดจากหล่มโครงสร้างในด้านต่างๆ และปลดล็อกเศรษฐกิจไทยให้สามารถก้าวข้ามไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงและยั่งยืนได้”

นายวิรไท กล่าวว่า สิ่งที่ต้องมุ่งเน้น คือ การพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งมีความหลายกว้างและลึกกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจมาก แน่นอนว่าความกินอยู่ที่ดีของไทยย่อมตั้งอยู่บนพื้นฐานของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เติบโตต่อเนื่อง แต่ความเป็นอยู่ที่ดีของสังคมไทยครอบคลุมถึงมิติด้านคุณภาพและการกระจายรายได้อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรมด้วย เพราะถ้าเศรษฐกิจโตไปพร้อมกับช่องว่างความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้น จะก่อให้เกิดปัญหาตามมาอีกมาก

นอกจากนี้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืนต้องอยู่บนฐานความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม เพราะธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นต้นทุนที่สำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ถูกละเลย ทั้งที่จริงๆ แล้ว ความเสื่อมโนมของสภาพแวดล้อม ภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น ล้วนแต่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตประชาชนและความยั่งยืนของระบบเศรษฐกิจ เกิดต้นทุนที่ทุกคนต้องรับในวันข้างหน้า

นายวิรไท กล่าวว่า ในปัจจุบันประเทศต่างๆ เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการส่งเสริมรูปแบบการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของทรัพยากรเชิงรุกมากขึ้น หากไทยยังไม่มีกลไกและการแก้ปัญหาด้านมลพิษที่เพียงพอ ก็จะทำให้เสียโอกาสในการพัฒนาศักยภาพด้านการค้าระหว่างประเทศ จากการถูกกีดกันการค้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“แบงก์ชาติตระหนักดีถึงความสำคัญและความจำเป็นในการปรับโครงสร้างระบบเศรษฐกิจไทยเพื่อให้เศรษฐกิจก้าวไปข้างหน้าได้ต่อเนื่อง และรับรู้ถึงผลกระทบทางลบจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นข้อจำกัดต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อยๆ จึงพยายามผลักดันให้ทุกฝ่ายที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจ ตื่นตัวมากขึ้นในการร่วมหาทางออกและแก้ปัญหาประเทศภายใต้กรอบแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน”

นายวิรไท กล่าวด้วยว่า ถ้าย้อนไปดูพัฒนาการเศรษฐกิจของไทยในอดีต ตั้งแต่ก่อนแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับแรกปี 2504 จะพบว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตได้ถึง 7-8% ต่อปี ยกระดับจากประเทศยากจนเป็นประเทศรายได้ปานกลาง แต่หลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 เป็นต้นมา การเติบโตลดลงเหลือเพียง 3-4% เท่านั้น และดูเหมือนจะกลายเป็น new normal ไปแล้ว

นอกจากนี้รายได้เฉลี่ยต่อหัวของคนไทยที่เคยเพิ่มขึ้นเร็วจนไล่ตามและแซงหน้าหลายๆ ประเทศกำลังพัฒนา แต่จนถึงตอนนี้เป็นเวลากว่า 2 ทศวรรษแล้วที่รายได้เฉลี่ยของไทยยังคงวนเวียนอยู่ที่ราวๆ 1 ใน 5 ของสหรัฐ และถูกหลายๆ ประเทศที่เคยตามหลังแซงหน้าไปแล้ว ภาวะแบบนี้หลายคนเรียกว่าเป็นอาการของการติดกับดักประเทศรายได้ปานกลาง

ปัญหานี้สะท้อนให้เห็นว่าการชะลอของเศรษฐกิจระยะหลังนี้ ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ปัญหาวัฎจักรเศรษฐกิจระยะสั้น แต่เป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยที่หยั่งรากฝังลึกมานานและไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง