กำไรสุทธิที่ดีไตรมาสสุดท้ายที่กำลังจะผ่านไป
ประเด็นการลงทุน
เราเชื่อว่ากำไรสุทธิไตรมาส 2/59 ถือว่าเป็นไตรมาสที่ดีไตรมาสสุดท้ายก่อนที่ผลการดำเนินงานจะปรับตัวลดลงทั้งในแง่ของกำไรสุทธิและ EBITDA ตั้งแต่ไตรมาส 3/59 เป็นต้นไป (ซึ่งจะถูกกดดันจากค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับดีลพันธมิตรกับทีโอทีคิดเป็น 7-8 พันล้านบาทในช่วงครึ่งหลังของปี 2559 รวมถึงค่าตัดจำหน่ายใบอนุญาตคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิร์ซและต้นทุนทางการเงินที่จะเพิ่มขึ้นจากมาตรฐานบัญชีใหม่สำหรับใบอนุญาตคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิร์ซ) เราคาดว่าค่าใช้จ่ายอุดหนุนค่าเครื่องโทรศัพท์ปกติมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2559 ท่ามกลางภาวะการแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น งบดุลของบริษัทถูกปกคลุมไปด้วยภาระหนี้สินที่เพิ่มสูงขึ้น พิจารณาได้จากอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.94 เท่า ณ สิ้นไตรมาส 2/59 เรายังคงคำแนะนำ “ ถือ” จากเหตุผลของอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลในปี 2559 ซึ่งยังคงอยู่ในระดับที่ดีภายใต้สมมติฐานของอัตราการจ่ายเงินปันผลที่ยังคงเดิมที่ 100% ในปี 2559
สรุปผลประกอบการไตรมาส 2/59—กำไรหลักเป็นไปตามคาด
ADVANC รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/59 ที่ 9.59 พันล้านบาท ลดลง 3% YoY แต่เพิ่มขึ้น 19% QoQ ถ้าไม่รวมกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนในไตรมาส 2/59 ที่ 179 ล้านบาท กำไรหลักอยู่ที่ 9.42 พันล้านบาท ลดลง 4% YoY แต่เพิ่มขึ้น 6% QoQ กำไรสุทธิสูงกว่าคาด 4% เนื่องจากรายการกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน กำไรหลักถือว่าเป็นไปตามคาด กำไรหลักที่ลดลงเล็กน้อย YoY เนื่องจากค่าใช้จ่ายด้านการตลาดที่เพิ่มขึ้นก้าวกระโดด (จากค่าอุดหนุนเครื่องโทรศัพท์สำหรับดูแลลูกค้า 2 จีจำนวน 1.6 พันล้านบาทในไตรมาส 2/59) การลดลงของรายได้บริการ และภาระดอกเบี้ยจ่ายที่เพิ่มขึ้นก้าวกระโดด (จากภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้นจำนวน 2.9 หมื่นล้านบาท) กำไรหลักที่เพิ่มขึ้น QoQ เนื่องจากค่าอุดหนุนเครื่องโทรศัพท์สำหรับดูแลลูกค้า 2 จีที่ลดลง (เทียบกับไตรมาส 1/59 ซึ่งอยู่ที่ 3.4 พันล้านบาท) รายได้บริการ (ไม่รวมไอซี) ลดลง 1% YoY และทรงตัว QoQ (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในหน้าที่ 4)
ปรับเป้า EBITDA มาร์จิ้นสำหรับปี 2559 เพิ่มขึ้น
บริษัททำการปรับเป้าอัตราการเติบโตของรายได้บริการปี 2559 (ไม่รวมไอซี) เพิ่มขึ้นจาก “ทรงตัว” ไปเป็น “เพิ่มขึ้นเล็กน้อย” เพื่อสะท้อนผลกระทบทางลบที่ลดลงจากรายได้บริการ 2 จีที่จะหายไป หลังจากที่บริษัทได้คลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิร์ซมาไว้ในครอบครอง และทำการปรับเป้า EBITDA มาร์จิ้นเพิ่มขึ้นจาก 37-38% ไปเป็น 38-39% เพื่อสะท้อนการที่ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายโรมมิ่งกับ DTAC อีกต่อไปหลังจากได้คลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิร์ซมาไว้ในครอบครอง แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม บริษัททำการปรับเป้ารายได้จากการขายเครื่องโทรศัพท์ในปี 2559 ลดลงจาก “ทรงตัว” ไปเป็น “ลดลง” และมาร์จิ้นจากการขายเครื่องโทรศัพท์ปรับลดลงจาก “บวก 3-4%” ไปเป็น “ติดลบ” เนื่องจากการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นจากแคมเปญลดราคาค่าเครื่องที่มีเพิ่มสูงขึ้น ค่าใช้จ่ายอุดหนุนลดค่าเครื่องโทรศัพท์ปกติจะถูกบันทึกในต้นทุนการขาย ในขณะที่ค่าใช้จ่ายอุดหนุนค่าเครื่องโทรศัพท์สำหรับดูแลลูกค้า 2 จีจะถูกบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายด้านการตลาดในค่าใช้จ่ายด้านการขายและบริหาร
แนวโน้มกำไรสุทธิขาลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2559
เป้าของบริษัทสำหรับอัตราการเติบโตของรายได้บริการ และมาร์จิ้นจากการขายเครื่องโทรศัพท์ ถือว่าสอดคล้องกับประมาณการของเราซึ่งคาดอัตราการเติบโตของรายได้บริการที่ 0.6% และมาร์จิ้นจากการขายเครื่องโทรศัพท์ที่ติดลบ 5% สำหรับในปี 2559 เราเชื่อว่าเป็นความท้าทายสำหรับรายได้บริการ (ที่ไม่รวมไอซี) ในช่วงครึ่งหลังของปี 2559 ที่จะพลิกกลับมาเป็นบวก 1-1.5% YoY (จากที่ติดลบ 0.8% YoY ในช่วงครึ่งแรกของปี 2559) ซึ่งเราประเมินว่าคงได้อานิสงค์บวกจากฐานรายได้บริการที่ค่อนข้างต่ำในช่วงครึ่งหลังของปี 2558 และการได้คลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิร์ซเข้ามาไว้ในครอบครอง เราทำการปรับสมมติฐาน EBITDA มาร์จิ้นเพิ่มขึ้นจาก 36.6% มาอยู่ที่ 38.6% เพื่อสะท้อนค่าใช้จ่ายโรมมิ่งกับ DTAC ที่ไม่ต้องมีอีกต่อไปและทำการปรับประมาณการกำไรหลักปี 2559 เพิ่มขึ้นอีก 9% (ไปเป็น 3.1 หมื่นล้านบาท) แต่เรายังคงประมาณการกำไรหลักสำหรับปี 2560 ไว้เท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ราคาเป้าหมายใหม่ของเราที่ 147 บาทสะท้อนเพียงแค่การปรับเปลี่ยนไปใช้เป็นราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2560 แทน (จากเดิมที่ใช้เป็นราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2559)
และเนื่องจาก EBITDA มาร์จิ้น (ที่รวมค่าใช้จ่ายยูเอสโอจำนวน 2.2 พันล้านบาทในไตรมาส 1/59) คิดเป็น 41.3% สำหรับในช่วงครึ่งแรกของปี 2559 เป้าหมาย EBITDA มาร์จิ้นของบริษัทที่ 38-39% สำหรับทั้งปี 2559 ย่อมหมายถึง EBITDA มาร์จิ้นมีแนวโน้มปรับตัวลดลงอย่างมากมาอยู่ที่ 34.7-36.7% ในช่วงครึ่งหลังของปี 2559 ซึ่งจะสะท้อนค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับดีลพันธมิตรกับทีโอที ซึ่งได้แก่ ค่าเช่าเสาสัญญาณ 2 จี (300 ล้านบาทต่อเดือน) ค่าเช่าอุปกรณ์ 2 จี (166 ล้านบาทต่อเดือน) และค่าใช้จ่ายชดเชยย้อนหลังที่จ่ายครั้งเดียวให้แก่ทีโอทีสำหรับค่าเช่าเสาสัญญาณและค่าเช่าอุปกรณ์ 2 จี (4.2 พันล้านบาท) ในส่วนของค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับคลื่นความถี่ 2100 เมกะเฮิร์ซของทีโอที เราคาดว่าจะทำการบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายก็ต่อเมื่อ ADVANC ทำการเซ็นสัญญาเข้าใช้คลื่นความถี่อย่างเป็นทางการกับทีโอทีแล้ว กำไรสุทธิในช่วงครึ่งหลังของปี 2559 ยังจะถูกกดดันจากค่าตัดจำหน่ายใบอนุญาตคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิร์ซและต้นทุนทางการเงินที่จะเพิ่มขึ้นจากมาตรฐานบัญชีใหม่ของใบอนุญาตคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิร์ซอีกด้วย









