วันที่ 3 ส.ค.ราคาหุ้นโฮมโปรแตะ 10.50 บาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงสุด "ในรอบ2 ปีกว่า" ขณะที่พบว่าผู้บริหารรายการซื้อขายหุ้นต่อเนื่อง
แม้ผลกำไรสุทธิงวดครึ่งปีแรก ของบริษัทโฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO)จะออกมาเติบโตถึง19.5% จากปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิถึง 1856.85 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ทำได้ 1,553.85 ล้านบาท ส่งผลให้ราคาหุ้นโฮมโปรเพิ่มขึ้นต่อเนื่องถึง 60% จากราว 6.5 บาท เมื่อต้นปี มาที่ 10.5 บาท ในปัจจุบัน
ขณะที่พบว่า รายงานการซื้อขายหุ้นของผู้บริหารของบริษัทที่ผ่านมา โดยเฉพาะ ‘มานิต อุดมคุณธรรม’ ประธานกรรมการบริหาร และเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ในสัดส่วน 340.99 ล้านหุ้น หรือ 2.59% ทำรายงานการขายออกมาต่อเนื่องช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เริ่มตั้งแต่วันที่ 26 ก.ค. จนถึง 2 ส.ค. 2559 รวมขายออกมาทั้งสิ้น 30 ล้านหุ้น ที่ราคาเฉลี่ย 10.16 บาท คิดเป็นมูลค่ารวม 304.84 ล้านบาท
ขณะที่ผู้บริหารอีก 4 ราย ก็มีรายงานการขายออกมาก่อนหน้านี้เล็กน้อย รวมกันทั้งสิ้น 1.02 ล้านหุ้น ในช่วงราคา 8.25-10.3 บาท การขายหุ้นของกลุ่มผู้บริหารในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการส่งสัญญาณให้เห็นว่า ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาไกลแล้วหรือไม่
โดยเมื่อพิจารณาการเคลื่อนไหวราคาหุ้นในรอบ2ปี จะเห็นว่าวันที่ 3 ส.ค.2559ราคาแตะ 10.50 บาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงสุดในรอบ2 ปีกว่า ทั้งนี้ หุ้นโฮมโปรถือเป็นหนึ่งในหุ้นเติบโตสูง (Growth Stock) มาต่อเนื่องในระยะยาว โดยราคาหุ้นเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเมื่อพิจารณาจากผลกระทบกาเปลี่ยนแปลงทุนแล้ว พบว่า ราคาเพิ่มขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 10.50 บาท เมื่อปี 2556 หรือเติบโตถึง 2,500%
ศศิกร เจริญสุวรรณ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) มองว่า การขายหุ้นออกมาของผู้บริหาร ‘โฮมโปร’ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากต้น จึงอาจจะมีแรงขายทำกำไรออกมาบ้าง เพราะที่ราคาระดับ 10.50 บาท มีโอกาสปรับตัวขึ้นค่อนข้างจำกัดแล้วเมื่อเทียบกับราคาพื้นฐานของนักวิเคราะห์ซึ่งอยู่ในช่วง 8.5-11.4 บาท
“ในบางกรณีแล้วการขายหุ้นของผู้บริหารออกมาในลักษณะอาจเป็นเรื่องของความจำเป็นต้องใช้เงินส่วนบุคคลก็ได้ แต่ในเชิงพื้นฐานแล้วคิดว่าไม่น่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลง”
สำหรับปัจจัยพื้นฐานนั้น นักวิเคราะห์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) คาดว่ากำไรปี 2559 จะเติบโต 14.1% จากปีก่อน อยู่ที่ 3,992.27 ล้านบาท ส่วนยอดขายคาดเติบโต 16% เป็น 60,926.33 ล้านบาท จากการขยายสาขาและจากยอดขายสาขาเดิมที่เพิ่มขึ้น ราว 2-4% ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นจะลดลงเล็กน้อยจาก 25.73% เป็น 25.24% ปี 2559 เนื่องจากธุรกิจ MegaHome ซึ่งมีอัตรากำไรขั้นต้นต่ำกว่าธุรกิจ HomePro มีการเติบโตดี จึงดึงอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยลงมาเล็กน้อย ด้าน EBITDA Margin จะยังคงอยู่ในค่าเฉลี่ยที่ 14.1 - 14.6%
“การจ่ายเงินปันผลนั้น แม้ปี 2558 บริษัทจะเลือกจ่ายเป็นเงินสดอย่างเดียว 0.25 บาท แต่ในปีนี้และถัดไปอีกสักระยะเชื่อว่าบริษัทจะจ่ายผสมระหว่างหุ้นและเงินสดเหมือนกับหลายๆ ปีที่ผ่านมา เพราะยังคงต้องใช้เงินลงทุนต่อปีค่อนข้างสูงราว 7-8 พันล้านบาท”
ด้าน บล.บัวหลวง มองว่า โฮมโปรเป็นบริษัทที่เหมาะแก่การลงทุนในระยะยาว มีการเติบโตที่ชัดเจน ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ย 20% ต่อปีในช่วง 3 ปีข้างหน้า และยังคงมีอัพไซด์จากธุรกิจใหม่ รายการทีวีของ “Home Makeover” ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการปรับปรุงบ้านเก่าให้เป็นบ้านใหม่ที่ทันสมัย รวมถึงธุรกิจHome Service และ Home Living ซึ่งจะเน้นกลุ่มเป้าหมายที่อายุน้อยกว่า HomePro









