วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

แกว่งตัวออกด้านข้าง

ทยอยลดพอร์ต ซื้อหุ้น กลุ่ม ธนาคาร ค้าปลีก รับเหมา ที่ยัง laggard

UOBKH แนวโน้มตลาดวันนี้ : แกว่งตัวออกด้านข้าง

ทิศทางตลาดหุ้นวันนี้ คาดจะแกว่งตัวออกด้านข้างหลังจากที่ฟื้นตัวขึ้นวันก่อน โดยกระแสการไหลเข้าของเงินลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติมีทิศทางชะลอตัวลง ซึ่งวานนี้ต่างชาติกลับมาขายสุทธิในตลาดหุ้นไทย 1,149 ล้านบาท รวมทั้งค่าเงินบาทมีทิศทางอ่อนค่าลงอย่างเห็นได้ชัด คาดว่านักลงทุนบางส่วนอาจชะลอการลงทุนเพื่อรอดูผลประชามติในวันที่ 7 ส.ค. 2559 ขณะที่วานนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.5% ตามคาด

แนวรับ/แนวต้าน : 1489/1511 สัดส่วนการลงทุน : เงินสด 50% : พอร์ตหุ้น 50%

กลยุทธ์ : ทยอยลดพอร์ต ซื้อหุ้น กลุ่ม ธนาคาร ค้าปลีก รับเหมา ที่ยัง laggard

หุ้นแนะนำ

AGE (1.90) : คาดผลประกอบการผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วและจะฟื้นตัวอย่างชัดเจนในช่วง 3Q59 จากราคาถ่านหินที่ผ่านช่วงต่ำสุดไปแล้วจากช่วงต้นปีที่ระดับ 49-50 เหรียญ/ตัน มาอยู่ที่ประมาณ 67 เหรียญ/ตัน (+37%) และการลดต้นทุนในการดำเนินงาน

TPCH (22.00) : คาดกำไร 2Q59 จะเพิ่มขึ้นจากการ COD โรงไฟฟ้าแห่งที่ 3 (MGP) ในเดือน เม.ย.59 ที่ผ่านมา ทั้งนี้เราคาดว่าแนวโน้มผลประกอบการอยู่ในช่วงขาขึ้น จากโรงไฟฟ้าแห่งที่ 4 (TSG) ที่คาดว่าจะ COD ได้ในช่วง 3Q59 และโรงไฟฟ้าอีก 2 โรง (PGP และ SGP) จะทยอย COD ในช่วงต้นปี 60 นอกจากนี้ยังมีปัจจัยบวกจาก 1) การเปลี่ยนระบบการรับซื้อราคาของโรงไฟฟ้าแห่งที่ 1 (CRB) จาก Adder เป็น Fit 2) โรงไฟฟ้าที่ปัตตานีซึ่งอยู่ระหว่างการขอ PPA และ 3) การประมูลโรงไฟฟ้าชีวมวลรอบใหม่ๆ

ERW (6.2) : ผลประกอบการ 2Q59 มีลุ้นเป็นบวกครั้งแรกในรอบหลายปี ERW เป็นหุ้นในกลุ่มโรงแรมที่ได้รับผลบวกจากนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งปีนี้มีวันหยุดยาวหลายวัน ทั้งนี้ปัจจุบันราคาหุ้นยังขึ้นมาไม่มากหากเทียบกับหุ้นในกลุ่มโรงแรม

PTL (15.00) : แนวโน้มผลประกอบการในช่วง 1Q60 (เม.ย.- มิ.ย.59) ยังคงมีแนวโน้มดีต่อเนื่องจาก 1) อัตรากำลังการผลิตของโรงงานที่ระดับ 88% เทียบกับ 70-80% ในปีก่อน 2) spread ที่อยู่ในระดับสูงใกล้เคียงกับช่วง 4Q59 (ม.ค. – มี.ค.59) จากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำ 3) ค่าใช้จ่ายที่ลดลงจากการบริหารโกดังสินค้าเอง 4) ดอกเบี้ยจ่ายลดลงจากการนำเงินที่ได้จากการเพิ่มทุนไปชะระหนี้ อีกทั้ง PTL ได้ตั้งสำรองในประเทศตุรกีและอเมริกาไปทั้งหมดแล้วในปี 58



ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน

ปัจจัยภายในประเทศ

- มติ กนง.เอกฉันท์ คงดอกเบี้ย 1.5% มอง "ประชามติ" 7 ส.ค. นี้ ระยะสั้นไม่กระทบเศรษฐกิจ แต่ยังต้องติดตามผลลงคะแนน มองความเสี่ยงมาจากเศรษฐกิจโลก รับ "บาทแข็ง" เทียบภูมิภาคไม่เอื้อเศรษฐกิจฟื้นตัว เตือนรับความผันผวน ส่อรุนแรงขึ้น ด้านนักเศรษฐศาสตร์ประเมิน กนง.ยังไม่ปิดประตูลดดอกเบี้ย

+ "อาคม" เตรียมตัวแผนแม่บทโครงข่ายรถไฟฟ้าระยะ 2 เพิ่ม 10 เส้นทาง หวังสร้างโครงข่ายรองรับการขยายตัวเขตเมืองรอบนอกเชื่อม กทม.ขณะโครงการระยะแรก 10 เส้นทางประกวดราคาหมดในปีหน้า ด้าน สนข.เตรียมจ้างที่ปรึกษาวางแผนภายในปีนี้ คาดเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2561

+ ประชารัฐท่องเที่ยว แจงคลังเห็นชอบหลักการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ที่จ่าย จูงใจนักท่องเที่ยวต่างชาติซื้อสินค้าปลอดภาษีในไทย กระตุ้นรายได้ท่องเที่ยว สั่งตั้งคณะทำงานศึกษารายละเอียด ชูโมเดลอังกฤษปรับใช้ไทย ป้องกันขอคืนภาษี แต่ไม่นำสินค้าออกนอกประเทศ เอกชนยันพร้อมผนึกกำลังปั้นแพลตฟอร์มบีทูซีเปิดช่องซื้อขายออนไลน์ ระบุตั้งค่าคอมมิชชั่นไม่เกิน 10%

+ กนอ.เผยแผนพัฒนาอีอีซีคืบ 20% พร้อมทยอยเปิดจองกลางปี 60 ด้านเขตเศรษฐกิจพิเศษสระแก้วคึกนักลงทุนแห่จองพื้นที่ ส.อ.ท.แนะเกาะขากัมพูชา เพราะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง

ปัจจัยต่างประเทศ

+ ตลาดหุ้นสหรัฐปิดปรับตัวขึ้นในวันพุธ หลังการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันช่วยหนุนหุ้นกลุ่มพลังงาน และข้อมูลตลาดแรงงานที่ดีเกินคาดช่วยหนุนหุ้นกลุ่มการเงิน ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดบวก 41.23 จุดหรือ 0.23% สู่ 18,355, ดัชนี S&P 500 ปิดเพิ่มขึ้น 6.76 จุดหรือ 0.31% สู่ 2,163.79 และดัชนี Nasdaq ปิดปรับตัวขึ้น 22.01 จุดหรือ 0.43% สู่ 5,159.74

- ดัชนี FTSE 100 ที่ตลาดหุ้นอังกฤษร่วงลงมาปิดตลาดที่ระดับปิดต่ำสุดรอบ 3 สัปดาห์ในวันพุธ โดยได้รับแรงกดดันจากการดิ่งลงของหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์และหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ถึงแม้ว่าหุ้นกลุ่มธนาคารพุ่งขึ้นตามหุ้นธนาคาร HSBC ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 ปิดร่วงลง 11.00 จุด หรือ 0.17 % สู่ 6,634.40

- ดัชนีนิกเกอิที่ตลาดหุ้นโตเกียวปิดดิ่งลง ขณะที่เยนแข็งค่าขึ้น เนื่องจากความผิดหวังต่อมาตรการกระตุ้นทางการคลังและการเงินล่าสุดของญี่ปุ่น ทั้งนี้ ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดดิ่งลง 308.34 จุด หรือ 1.88% มาที่ 16,083.11

- ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า NYMEX พุ่งขึ้น 3.3 % ในวันพุธ และสามารถกลับขึ้นมาอยู่เหนือระดับ 40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ หลังจากรัฐบาลสหรัฐรายงานว่า สต็อกน้ำมันเบนซินดิ่งลงอย่างรุนแรงเกินคาด และปัจจัยนี้ช่วยชดเชยตัวเลขสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐที่เพิ่มขึ้นอย่างพลิกความคาดหมาย ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบส่งมอบเดือน ก.ย.พุ่งขึ้น 1.32 ดอลลาร์ หรือ 3.3 % มาปิดตลาดที่ 40.83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล