"เอเซียพลัส" ระบุค่าเงินทั่วเอเชียแข็งค่าเทียบดอลลาร์ ส่งผลบวกหุ้นที่มีหนี้สินสกุลเงินต่างประเทศ และผู้นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ
บล.เอเซีย พลัส เผยเแพร่บทวิเคราะห์ ระบุว่า หลังจากสหรัฐการรายงานการเติบโตของจีดีพี ไตรมาส 2 ปี2559 ต่ำกว่าคาด และโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐล่าช้าออกไป กดดันให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐกลับมาอ่อนค่าระยะสั้น ตรงกันข้ามกับค่าเงินยูโรที่กลับมาแข็งราว 2% ในช่วง 1 สัปดาห์ และเช่นเดียวกับค่าเงินเอเชียพบว่าอยู่ในทิศทางแข็งค่า นับจากที่มีการลงประชามติของอังกฤษ
โดยพบว่าเงินบาทแข็งค่ามากสุดราว 5.72% ตามมาด้วยเงินรูเปียะห์ของอินโดนีเซีย แข็งค่า 4% ขณะที่เงินริงกิตของมาเลเซีย และเงินเปโซของฟิลิปปินส์ ค่อนข้างทรงตัว ในสถานการณ์นี้ถือว่าน่าจะกดดันภาคส่งออก หากมีรายได้ในรูปดอลลาร์ แต่ต้นทุนคงที่อยู่ในรูปเงินบาท เช่น KCE, DELTA, HANA, SVI, เป็นต้น
ตรงกันข้ามน่าจะดีต่อผู้ประกอบการที่มีหนี้สินต่างประเทศ และผู้ที่นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ หากโครงสร้างรายได้อยู่ในรูปเงินบาทแต่ต้นทุนอยู่ในรูปสกุลดอลลาร์ กล่าวคือ กลุ่มที่มีหนี้สิน ประกอบด้วย บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) มีหนี้สกุลยูโร 3.2 พันล้านยูโร อย่างไรก็ตาม ไตรมาส 2 ปี2559 คาดว่าอาจจะมี unrealized loss from Hedging ราว 300 ล้านบาท จากการอ่อนค่าของเงินยูโรเทียบกับเงินบาทอย่างเร็วช่วงปลายไตรมาส2 ปี2559 แต่คาดว่าน่าจะกลับมามีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนในไตรมาส 3 ปี2559 ซึ่งบริษัทมีแผนจะจ่ายคืนเงินกู้ ราว 61% ของยอดทั้งหมด หากใช้อัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน คาดว่าจะรับรู้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนราว 1,000 ล้านบาท
บริษัท ทีพีไอ โพลีน (TPIPL) มีหนี้สกุลยูโร 160 ล้านยูโร คิดเป็น 0.4% ของต้นทุนการเงินทั้งหมด บริษัทไม่ได้มีการทำ Hedging จึงน่าจะมีกำไรในไตรมาส 2 ปี2559 ตามการแข็งค่าเงินเงินบาท เทียบกับยูโร
กลุ่มมีรายได้และต้นทุนเป็นสกุลต่างประเทศ ประกอบด้วย บริษัท สหมิตรเครื่องกล (SMIT) ซึ่งมีรายได้เกือบ 100% เป็นเงินบาท มีต้นทุนดอลลาร์ 30% และยูโร 70% แต่ได้ทำ Forward ประมาณ 60% ของต้นทุนจึงน่าจะได้ประโยชน์ ทำให้น่าจะเห็น Net margin เพิ่มขึ้นในช่วงสั้น ๆ , บริษัท บางสะพานบาร์มิล (BSBM) รายได้เกือบ 100% เป็นเงินบาท ขณะที่ต้นทุนดอลลาร์เกือบ 100% จึงน่าจะได้ประโยชน์ในสถานการณ์นี้ กล่าวคือ ทุก 4 บาท ที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์ กำไรสุทธิจะเพิ่มขึ้น 5 ล้านบาท แต่เนื่องจากอุตสาหกรรมเหล็กอยู่ในภาวะ oversupply ทำให้การแข่งขันยังคงรุนแรง
บริษัท การบินไทย (THAI) มีรายได้สกุลดอลลาร์ 50% ขณะที่ค่าใช้จ่ายดอลลาร์ 48% ถือว่า natural hedge บริษัท การบินกรุงเทพ (BA) มีรายได้สกุลดอลลาร์ 50% ขณะที่ค่าใช้จ่ายดอลลาร์ 50% ถือว่าเป็น natural hedge และบริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น (AAV) มีรายได้สกุลดอลลาร์ 30% ขณะที่ค่าใช้จ่ายดอลลาร์ 50% น่าจะได้ประโยชน์ในสถานการณ์นี้
ราคาหุ้นแกว่งตัวกรอบแคบ
ความเคลื่อนไหวราคาหุ้นของหุ้นที่ได้รับอานิสงส์จากค่าเงินบาทแข็งค่า วานนี้ (2ก.ค.) หุ้นเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) ปิดที่ 45.75 บาท เพิ่มขึ้น 3.98% มูลค่าการซื้อขาย 883.25 ล้านบาท , หุ้นทีพีไอ โพลีน (TPIPL) ปิดที่ 2.24 บาท ลดลง 1.75% มูลค่าการซื้อขาย 268.75 ล้านบาท, หุ้นสหมิตรเครื่องกล (SMIT) ปิดที่ 3.90 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าการซื้อขาย 41.50 ล้านบาท
หุ้นบางสะพานบาร์มิล (BSBM) ปิดที่ 1.33 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าการซื้อขาย 5.32 ล้านบาท , หุ้นการบินไทย (THAI) ปิดที่ 25 บาท ลดลง 2.91% มูลค่าการซื้อขาย 483.49 ล้านบาท , หุ้นการบินกรุงเทพ (BA) ปิดที่ 22.60 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าการซื้อขาย 193.90 ล้านบาท และหุ้น เอเชีย เอวิเอชั่น (AAV) ปิดที่ 6.65 บาท เพิ่มขึ้น 0.76% มูลค่าการซื้อขาย 983.51 ล้านบาท









