หุ้นพลังงานทดแทนราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นเต็มมูลค่าพื้นฐาน โบรกชี้นักลงทุนส่วนใหญ่รอผลประมูลรอบใหม่ก่อนเข้าลงทุนอีกครั้ง
จากสถิติความเคลื่อนไหวราคาหุ้นกลุ่มพลังงานทดแทนตั้งแต่ต้นเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา โดยเฉลี่ยแล้วปรับตัวขึ้นมาได้ราว 5.7% จากการรวบรวมสถิติของหุ้นราว 14 ตัว เมื่อเปรียบเทียบกับดัชนีหุ้นไทยในช่วงเดียวกัน พบว่าปรับตัวขึ้นมาใกล้เคียงกัน โดยหุ้นไทยเพิ่มขึ้นมาได้ 5.47% หรือราว 100 จุด จาก 1,430 จุด มาแตะ 1,530 จุด
ทั้งนี้ หุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นได้มากที่สุดคือ พลังงานบริสุทธิ์ (EA) เพิ่มขึ้น 23% เอื้อวิทยา (UWC) เพิ่มขึ้น 11% ทีพีซีเอช (TPCH) เพิ่มขึ้น 10% ไทย โซลาร์ (TSE) เพิ่มขึ้น 9.6% เอสพีซีจี (SPCG) เพิ่มขึ้น 8.8% เพาเวอร์ โซลูชั่น เทคโนโลยี (PSTC) เพิ่มขึ้น 8.5% ขณะที่หุ้นอย่างเบตเตอร์ เวิลด์ กรีน (BWG) และซุปเปอร์บล๊อก (SUPER) ซึ่งปรับตัวขึ้นมาแรงก่อนหน้านี้ ต่างเพิ่มขึ้นได้เล็กน้อย ราว 4.1% และ 1.6% จากที่เพิ่มขึ้นมาเท่าตัวก่อนหน้านี้
หากเทียบกับอดีตในรอบ 1-2 ปีที่ผ่านมา คงพูดได้ว่าหุ้นพลังงานทดแทนเงียบเหงาลงไปพอสมควร ส่วนหนึ่งคงเป็นผลจากความคาดหวังต่อผลประกอบการและความต่อเนื่องของการพัฒนาโครงการ แต่ผลที่ผ่านมานั้นคือบริษัทไม่สามารถพัฒนาโครงการได้ต่อเนื่อง และความล่าช้าจากการก่อสร้างบางส่วน
ขณะเดียวกันหุ้นไทยช่วงที่ผ่านมานั้นปรับตัวขึ้น เพราะอานิสงส์ของเงินทุนต่างชาติเป็นหลัก ซึ่งเงินลงทุนเหล่านี้ต่างมุ่งไปยังหุ้นขนาดใหญ่ หรือหุ้นขนาดกลางที่มีแนวโน้มการเติบโตชัดเจนเป็นหลัก ส่วนอนาคตของหุ้นพลังงานทดแทนนั้นยังคงขึ้นอยู่กับนโยบายรัฐเป็นสำคัญ ล่าสุด กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ระบุว่า การรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนใน 6 เดือนหลังของปีนี้ (ก.ค.-ธ.ค.) ว่าจะเร่งปิดรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนภายในปีนี้ที่มีอยู่กว่า 1,000 เมกะวัตต์ ประกอบด้วยโครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะอุตสาหกรรม 50 เมกะวัตต์และขยะชุมชน 130 เมกะวัตต์ โครงการผลิตไฟฟ้าชีวมวลและชีวภาพ 400 เมกะวัตต์ โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินสำหรับหน่วยราชการและสหกรณ์การเกษตรระยะที่ 2 กำลังผลิต 519 เมกะวัตต์
นักวิเคราะห์กลุ่มพลังงานทดแทน ให้ความเห็นว่า ประเด็นดังกล่าวน่าจะเป็นปัจจัยกระตุ้นต่อหุ้นอีกครั้ง ช่วยส่งสัญญาณที่ดีว่ารัฐสามารถทำได้ตามที่เปิดเผยไว้
“โครงการชีวมวลภาคใต้ที่จะเปิดประมูล 36 เมกะวัตต์ มีความต้องการเข้ามากว่า 500 เมกะวัตต์ทั้งๆ ที่เป็นพื้นที่ที่ดำเนินการยาก และเป็นรูปแบบโรงไฟฟ้าที่ยุ่งยากในการจัดหาวัตถุดิบ ก็ยังมีความต้องการเข้ามากว่า 500 เมกะวัตต์ เพราะปัจจุบันทุกคนเห็นแล้วว่าธุรกิจนี้ให้ผลตอบแทนที่แน่นอนในระยะยาว และความเสี่ยงต่ำ”
การปรับรูปแบบการให้ใบอนุญาตมาเป็นการประมูล น่าจะส่งผลต่อผลตอบแทนจากการลงทุนพอสมควร จากที่เคยอยู่ในระดับสูงกว่า 10% อาจจะลดต่ำลงมาต่ำกว่า 10% ซึ่งในมุมของบริษัทจดทะเบียนแล้วนั้น หากผลตอบแทนลงไปต่ำกว่า 8% อาจจะทำให้ความน่าสนใจของหุ้นเหล่านี้เริ่มลดลง
ทั้งนี้ ในเชิงมูลค่าหุ้นแล้ว แม้ราคาจะไม่ได้ขึ้นมามากนักในช่วงนี้ แต่โดยภาพรวมแล้วหุ้นกลุ่มนี้ค่อนข้างเต็มมูลค่าหรือเกินมูลค่าไปแล้ว ในเชิงการลงทุนช่วงนี้คงต้องติดตามดูว่าบริษัทใดบ้างจะสามารถสร้างกำไรได้ตามที่บอกไว้ ขณะเดียวกันก็ต้องติดตามว่าแต่ละบริษัทจะมีใบอนุญาตใหม่มากน้อยเพียงใด






