วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

Daily Market Outlook (29 ก.ค.59)

ไปไหนไม่ได้ไกล

คาดหุ้นไทยวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบแคบโดยที่นักลงทุนน่าจะระมัดระวังก่อนทราบว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่นจะออกมาตรการกระตุ้นทางการเงินในวันนี้ที่ทัดเทียมกับมาตรการทางการคลังที่นายกรัฐมนตรี อาเบะ ประกาศที่ 2.65 แสนล้านดอลลาร์หรือไม่ นอกจากนี้ตัวเลข GDP ไตรมาส 2 ของสหรัฐก็สำคัญมาก เพราะอาจเป็นผลให้ Fed ขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่ตลาดคาดได้เช่นกัน ปัจจัยภายในประเทศวันนี้ทั้งบวกและลบก่ำกึ่ง ที่บวกคือกระทรวงการคลังมั่นใจเศรษฐกิจไทยปีนี้โต 3.3% ทั้งๆที่เศรษฐกิจโลกอ่อนแอ ปัจจัยลบคือแหล่งเงินทุนของโครงการรถไฟไทยจีน 252 กม. ที่ยังไม่ลงตัวสักที และผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน มิ.ย.ที่ต่ำกว่าคาดเยอะ


หุ้นเด่นวันนี้: ERW (Bt4.64; BUY; AWS 16TP Bt5.50)

ERW ได้รับประโยชน์จากแนวโน้มที่สดใสของการท่องเที่ยวไทยในปีนี้ การดำเนินงานไตรมาส 2/59 ของ ERW ดีขึ้นในทุกส่วน แม้จะเป็นช่วงโลว์ซีซั่นของการท่องเที่ยวไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2559 จำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศไทย 16.6 ล้านคนเพิ่มขึ้น 13% YoYคิดเป็น 49% ของเป้าหมายของรัฐบาลตั้งไว้ในปีนี้ที่ 34 ล้านคนเทียบกับ 29.9 ล้านคนในปีก่อน หรือเพิ่มขึ้น 14%YoY ภูเก็ตพัทยา และเกาะสมุยเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะขณะที่โรงแรมในเครือของERW มีอัตราการเข้าพักสูงเป็น78% ในไตรมาส 2/59 เทียบกับ 73% ในไตรมาส 2/58 เราคาดว่า ERW จะกลับมามีกำไรสุทธิเป็นบวก5 ล้านบาท ในไตรมาส 2/59 จากขาดทุน25 ล้านบาทในไตรมาส 2/58 นอกจากการฟื้นตัวที่ดีของผลการดำเนินงานแล้ว บริษัทมีการบันทึกกำไรจากการขายอาคารพาณิชย์ จำนวน 16 ล้านบาท (สูงกว่าที่ประมาณการครั้งก่อนที่12 ล้านบาท) ซึ่งในอดีตที่ผ่านมา ERW มักจะมีผลขาดทุนในไตรมาสที่สองของปีมากที่สุด เราคาดการเติบโตของกำไรจะเร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2559 จากฐานที่ต่ำในช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากเหตุการณ์ระเบิดที่ศาลพระพรหมเอราวัณ ตั้งอยู่ใกล้กับโรงแรมแกรนด์ ไฮแอทเอราวัณ เมื่อ 17 ส.ค.58 เรายังคงประมาณการการเติบโตของกำไรสุทธิของ ERW สูงถึง 47% YoYในปี 2559และ 18% ในปี 2560 ซึ่งในไตรมาส 2/59 นี้ ERW ได้เปิดโรงแรมHop Inns (ขนาด 75-79 ห้อง) ในจังหวัดจันทบุรี และสกลนครส่วนที่เหลือของปี ERW วางแผนที่จะเปิด Hop Inns อีก 3 แห่ง ในไทย คือเชียงใหม่ ในเดือนส.ค.และช่วงปลายปีที่หาดใหญ่ และภูเก็ต และเปิดอีกหนึ่งแห่งในประเทศฟิลิปปินส์ เราให้ราคาเป้าหมายปี 2559 ที่ 5.50 บาท ตามวิธี DCF ( WACC 8%,Terminal Growth3% ) มี Upside Gain ประมาณ 18.5%ERW ยังคงมีความแข็งแกร่งอย่างมากในแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) จากการเกิดทั้ง Daily, Weekly, & Monthly Buy Signal โดยเมื่อพิจารณา คาดว่าจะมีเป้าหมายถัดไปอยู่ที่ 4.72 บาท และมีเป้าหมายสำคัญอยู่ที่ 5.10บาท ตามลำดับ การอ่อนตัวของ ERW หากเกิดขึ้นถือเป็นโอกาสในการเข้าทยอยสะสมหุ้นต่อไป ERW มีจุด Stop Loss ระยะสั้นอยู่ที่ 4.44 บาท(Resistance: 4.74, 4.80, 4.86; Support: 4.62, 4.56, 4.50)


ปัจจัยสำคัญ

ประเด็นในประเทศ:

• สศค. ยืนยันคาดการณ์เศรษฐกิจเติบโต 3.3% สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) คงการประมาณการการเติบโต GDP ของประเทศไทยไว้ที่ 3.3% สำหรับปีนี้ ด้วยการกระตุ้นจากการลงทุนภาครัฐและภาคการท่องเที่ยวที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม สศค.ได้ปรับลดคาดการณ์ส่งออกของปีนี้เป็นหดตัว 1.9% จากเดิมคาดหดตัวแค่ 0.7% (Bangkok Post)ความเห็น: แม้แนวโน้มส่งออกยังไม่สดใส แต่การเติบโตของเศรษฐกิจไทยโดยรวมยังคง

• ธ.ออมสินออกมาตรการใหม่ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ตามที่รองนายกฯ สมคิดเคยระบุ การช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้มีรายได้น้อย ธุรกิจชุมชนและลูกค้าปัจจุบันของธนาคารออมสินเตรียมนำเข้าเสนอต่อ ครม.สัปดาห์หน้า โดยหนึ่งในนั้นได้แก่ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับลูกหนี้โดยทั่วไปด้วยดอกเบี้ย 0% ในปีแรกและ 1% ในปีที่สองและสาม อย่างไรก็ดีรายละเอียดยังไม่เปิดเผยออกมาในขณะนี้ (Bangkok Post)

• รถไฟไทย-จีนยังไร้ข้อสรุปมูลค่าลงทุนรมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการร่วมเพื่อความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย-จีน ครั้งที่ 12 ว่า ประเด็นมูลค่าโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ช่วงกรุงเทพ-โคราช ระยะทาง 252.5 กม. ยังคงไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน โดยรมว. เผยตัวเลขรวมในเบื้องต้นจะอยู่ที่ไม่เกิน 1.79 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตามยังมีรายละเอียด 2 รายการที่ยังหารือฝ่ายจีนไม่ได้ข้อยุติ คือ เรื่องค่าใช้จ่ายในการศึกษาความเหมาะสมที่ให้จีนเป็นฝ่ายรับผิดชอบ และค่าฝึกอบรมที่ให้ฝ่ายจีนแยกรายละเอียดระหว่างค่าอบรมที่เกี่ยวกับตัวรถ และงานด้านพื้นฐาน (Bangkok Post)

• ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน มิ.ย. ขยายตัวน้อยกว่าคาดสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) แถลงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนมิ.ย. 59 ขยายตัว 0.82% YoY น้อยกว่าที่ตลาดคาดไว้ว่าจะขยายตัว 2.0% อิงจากผลสำรวจของ Reuters และลดลงจากการอัตราการขยายตัว 2.7% เมื่อเดือน พ.ค. ก่อนหน้า (Bangkok Post) ความเห็น: แม้ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมจะขยายตัวเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกันแต่นับเป็นการขยายตัวที่ชะลอลง ซึ่งกดดันจากภาคการส่งออกและความต้องการใช้ในประเทศที่ยังคงอ่อนแอ อย่างไรก็ตามอุตสาหกรรมภาคยานยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์มีการฟื้นตัวที่ค่อนข้างโดดเด่นในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณการฟื้นตัวของกำลังซื้อผู้บริโภค

• TRUE (8.95 บาท) ออก แพ็กเกจ “ทรูซูเปอร์ ซอคเกอร์” สำหรับลูกค้าทรูมูฟ เอชและทรูวิชั่นส์ หลังได้ ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสุดยอดศึกลูกหนังระดับโลก “ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ” บนช่องบีอินสปอร์ตส์ ลูกค้าทรูมูฟ เอช ดูผ่านมือถือผ่านแอพพลิเคชั่น True ID เพียงเดือนละ 29 บาท ลูกค้าทรูวิชั่นส์ แพ็กเกจรายเดือนอื่นๆ ซื้อแพ็กเสริมเดือนละ 299 บาท และลูกค้าที่ดูผ่านกล่องทรูดิจิตอล เอชดี (แบบไม่มีรายเดือน) เดือนละ 399 บาท (TRUE) ความเห็น: ข่าวนี้น่าจะส่งเสริมรายได้ของ TRUE โดยเฉพาะบริการข้อมูลของธุรกิจมือถือ อย่างไรก็ดีลูกค้าที่ซื้อเป็นแพ็คเกจรวม (bundle) น่าจะดูผ่านอินเทอร์เน็ตบ้านมากกว่า ดังนั้นโอกาสเติบโตของรายได้จากประเด็นนี้จึงจำกัดอยู่บ้าง

ต่างประเทศ

• ประเด็นที่จับตามองในวันนี้คือมติของบีโอเจหลังการประชุมนโยบายเป็นเวลา 2 วัน ธนาคารกลางญี่ปุ่นอยู่ภายใต้แรงกดดันจากรัฐบาลญี่ปุ่นที่ต้องการให้ขยายมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อส่งสัญญาณการอ่อนตัวของเงินเฟ้อ (Reuters)

• ราคาพันธบัตรสหรัฐเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยเมื่อวันพฤหัส โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 2 สัปดาห์เนื่องจากความเป็นไปได้ที่บีโอเจจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มหักกลบกับตัวเลขดุลการค้าและจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน ราคาพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปีเพิ่มขึ้น 1/32 อัตราผลตอบแทนอยู่ที่ 1.506% ลดลง 1 จากวันพุธ ส่วนราคาพันธบัตรอายุ 30 ปีทรงตัว อัตราผลตอบแทนอยู่ที่ 2.228% (Reuters)

• ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเทียบกับเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ เมื่อวันพฤหัส ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ซึ่งวัดมูลค่าของดอลลาร์สหรัฐเทียบกับสกุลเงิน 6 สกุลหลักปรับตัวลง 0.34% อยู่ที่ 96.726 จุด ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น 0.04% เทียบกับเงินเยนอยู่ที่ 104.44 เยน ส่วนเงินยูโรแข็งค่าขึ้น 0.15% เทียบกับดอลลาร์สหรัฐอยู่ที่ 1.1072 ดอลลาร์สหรัฐ (Reuters)

สหรัฐ:

• ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐส่วนมากปิดบวกเมื่อวันพฤหัส จากผลประกอบการอันแข็งแกร่งของหุ้นอัลฟาเบทซึ่งเป็นบริษัทแม่ของกูเกิล อิงค์ และอะเมซอนดอทคอมซึ่งหนุนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีดีดตัวขึ้นด้วย ในตอนแรกตลาดถูกฉุดลงจากผลประกอบการไตรมาส 2/59 ที่ย่ำแย่ของฟอร์ด มอเตอร์ส ตลาดหุ้นสหรัฐอยู่ในช่วงที่ขึ้นลงไม่มาก (range-bound) เป็นสัปดาห์ที่ 2 (Reuters)

• จำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกเพิ่มขึ้นเกินคาดในสัปดาห์ที่แล้ว แต่ตลาดแรงงานยังคงมีแนวโน้มแข็งแกร่งต่อไป จำนวนผู้ที่ยื่นขอสวัสดิการฯ เพิ่มขึ้น 14,000 ราย สู่ระดับ 266,000 รายในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 23 ก.ค. ตัวเลขดังกล่าวอยู่ต่ำกว่าระดับที่ 300,000 รายซึ่งแสดงว่าตลาดแรงงานมีความแข็งแกร่งเป็นสัปดาห์ที่ 73 ติดต่อกัน ซึ่งยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 1973 (Reuters)

• สหรัฐขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้นในเดือนมิ.ย. ยอดขาดดุลสหรัฐในเดือนมิ.ย. อยู่ที่ 6.33 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 2.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐจากยอดขาดดุลที่ 6.11 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนพ.ค. มูลค่าสินค้าส่งออกในเดือนมิ.ย. อยู่ที่ 1.202 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าในเดือนพ.ค. 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนมูลค่าสินค้านำเข้าในเดือนมิ.ย. อยู่ที่ 1.835 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าในเดือนพ.ค. 3.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (US Census Bureau)

• คาดว่ารัฐบาลสหรัฐจะรายงานในวันนี้ว่าจีดีพีสหรัฐขยายตัว 2.6% ต่อปีในไตรมาส 2/59หลังจากที่เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 1.1% ในไตรมาส 1/59 และ 1.14% ในไตรมาส 4/58 จากผลสำรวจนักวิเคราะห์ของรอยเตอร์ส (Reuters)

• ยอดคำสั่งซื้อใหม่ของสินค้าทุนเพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่คาดในเดือนมิ.ย. เนื่องจากความต้องการเครื่องจักรที่ลดลงชี้ว่ายังเป็นช่วงขาลงของการใช้จ่ายทางธุรกิจ คำสั่งซื้อสินค้าทุนที่ไม่เกี่ยวกับทางการทหารยกเว้นเครื่องบินซึ่งเป็นข้อมูลอีกตัวหนึ่งที่ใช้ดูแผนการใช้จ่ายทางธุรกิจเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนก่อนหลังจากที่ลดลง 0.5% ในเดือนพ.ค. (Reuters)

ยุโรป:

• ตลาดหุ้นยุโรปเมื่อวันพฤหัสบดีปรับตัวลดลง นำโดยการอ่อนตัวลงของราคาหุ้นธนาคาร Lloyds รวมไปถึงหุ้น Shell ที่รายงานผลประกอบการอ่อนตัวลงอย่างน่าผิดหวัง (Reuters)

เอเชีย:

• ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 1.9% ในเดือนมิ.ย. ส่งสัญญาณว่าดีมานด์เริ่มพลิกฟื้น เมื่อเทียบกับประมาณการ เฉลี่ยที่คาดว่าเพิ่มขึ้น 0.7% ตามการสำรวจความคิดเห็นของนักเศรษฐศาสตร์สำนักข่าวรอยเตอร์ การสำรวจผู้ผลิตที่จัดทำโดย กระทรวงเศรษฐกิจการค้าและอุตสาหกรรมคาดว่าการส่งออกจะเพิ่มขึ้น 2.4% ในเดือน ก.ค. และเพิ่มขึ้น 2.3% ในเดือนส.ค.(Reuters)

• ยอดค้าปลีกของญี่ปุ่นลดลง 1.4%YoYในเดือนมิ.ย.ลดลงน้อยกว่าการคาดการณ์เฉลี่ยที่คาดลดลง 1.5% YoYตามข้อมูลของรัฐบาลที่แสดงให้เห็นในวันศุกร์(Reuters)

• ราคาผู้บริโภคพื้นฐาน(เงินเฟ้อ) ของญี่ปุ่นลดลง 0.5%YoYในเดือนมิ.ย.ดัชนีราคาผู้บริโภคหลักซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์น้ำมัน แต่ไม่รวมราคาอาหารสดต่ำกว่าประมาณของนักเศรษฐศาสตร์ คาดทั้งปีลดลง 0.4% ขณะที่เขาคาดดัชนีอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานไม่รวมราคาอาหารและพลังงานเพิ่มขึ้น 0.4%นับแต่ต้นปีถึงเดือนมิถุนายน(Reuters)

• หน่วยงานกำกับดูแลธนาคารจีน จะจำกัดการปล่อยกู้ของผู้ให้กู้ขนาดเล็กซึ่งออกผลิตภัณฑ์บริหารเงินที่มีความเสี่ยงมากถึง 3.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯซึ่งอาจจะก่ออันตรายที่เกิดจากการ Repackaging เงินให้กู้ยืมเป็นเงินลงทุนระยะสั้น เจ้าหน้าที่ ต้องการป้องกันไม่ให้ธนาคารที่มีเงินทุนสุทธิน้อยกว่า 5 พันล้านหยวน หรือ 750 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และประสบการณ์น้อยกว่าสามปีในอุตสาหกรรม ออกผลิตภัณฑ์อื่นใดนอกเหนือจากผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ง่าย และมีสินทรัพย์สภาพคล่องสูงเป็นหลักประกัน เช่น เงินสดและ พันธบัตร(Reuters)

สินค้าโภคภัณฑ์:

• ราคาน้ำมันร่วงต่ออีกเกือบ 2% วันพฤหัส แตะจุดต่ำสุดตอนเดือน เม.ย. และน้ำมันดิบลบรายเดือนมากสุดของปีแล้ว เพราะความกังวลว่าโลกขุดน้ำมันดิบขึ้นมามากกว่าที่ใช้ ราคาน้ำมันดิบสหรัฐล่วงหน้าปรับลง 78 เซนต์ (-1.9%) ปิดที่ 41.14 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล Brent ล่วงหน้าปรับลง 77 เซนต์ (-1.8%) ปิดที่ 42.70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (Reuters)

• ราคาทองปรับลงหลังจากแตะจุดสูงสุดรอบสองสัปดาห์วันพฤหัส เพราะเงินดอลลาร์เป็นลบน้อยลงและหุ้นสหรัฐไต่จากระดับต่ำสุดด้วยความเป็นไปได้ว่า BOJ จะประกาศเพิ่มนโยบายการเงินในวันศุกร์นี้ ราคาทองคำตลาดจรลบ 0.3% ปิด 1,335.60 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทองคำสหรัฐล่วงหน้าส่งมอบ ส.ค. ลบ 0.4% ปิด 1,332.30 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (Reuters)