วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ธปท.เกาะติดเงินทะลักตลาดหุ้น

"แบงก์ชาติ"เกาะติดกระแสเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้น หลังต่างชาติซื้อต่อเนื่องเกือบครึ่งเดือน 3.63 หมื่นล้าน ดันดัชนีเหนือ 1,500 ไม่กังวลค่าบาทแข็ง

หลังจากอังกฤษลงมติออกจากสหภายุโรป(อียู) หรือเบร็กซิท ได้สร้างความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจอียูมากขึ้น ส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากอียูเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่อย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้จากค่าเงินและดัชนีตลาดหลักทรัพย์ตลาดเกิดใหม่เพิ่มขึ้นทุบสถิติในรอบหลายเดือน

ตลาดทุนไทยได้รับอานิสงส์ต่อกระแสเงินทุนไหลเข้า โดยค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง โดยวานนี้(26 ก.ค.) เคลื่อนไหวในกรอบ 35.00-35.05 บาท/ดอลลาร์ ส่วนดัชนีหุ้นยืนอยู่เหนือ 1,500 จุด จากแรงซื้อต่างชาติ

นับตั้งแต่ต้นเดือนก.ค.2559 ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นยืนเหนือระดับ1,500 จุดได้อย่างต่อเนื่อง โดยนักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิรวม 3.63 หมื่นล้านบาท และเป็นการซื้อติดต่อกัน 12 วันต่อเนื่อง ขณะที่หากพิจารณาตัวเลขการซื้อของนักลงทุนต่างชาติตั้งแต่ต้นปี พบว่ามีมูลค่าการซื้อสุทธิรวมกว่า 7.3 หมื่นล้านบาท

นายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ดัชนีหุ้นไทยช่วงที่ผ่านมาปรับตัวเพิ่มขึ้นจนทะลุ 1,500 จุด จะถือว่าร้อนแรงเกินไปหรือไม่นั้น ถือเป็นเรื่องที่ตอบยาก เพราะต้องดูหลายปัจจัยประกอบด้วย อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่ ธปท. ติดตามดูอยู่

“ตั้งแต่การประชุม จอยมิตติ้ง (การประชุมร่วมระหว่างคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กับคณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กสน.)) ก็มีการพูดคุยเรื่องนี้ ซึ่งเรื่องตลาดหุ้นถือเป็นเรื่องที่เราจับตาดู”

ส่วนการเพิ่มขึ้นของดัชนีหุ้นไทยนั้น นายเมธี กล่าวว่า ส่วนหนึ่งน่าจะเกิดจากเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้ามาในช่วงนี้ ซึ่งเป็นผลจากกรณี เบร็กซิท รวมทั้งการมองว่าธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) อาจชะลอการขึ้นดอกเบี้ยออกไป อย่างไรก็ตามการตัดสินใจของ เฟด จะขึ้นอยู่กับข้อมูลของเศรษฐกิจ ซึ่งช่วงหลังจะเห็นว่า ข้อมูลหลายตัวเริ่มออกมาดีขึ้นเช่นกัน

สำหรับเงินบาทที่กลับมาแข็งค่าขึ้นนั้น นายเมธี กล่าวว่า ไม่ถึงกับน่ากังวลจนเกินไป เพราะการแข็งค่าของเงินบาทที่จะกระทบการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จะต้องเป็นการแข็งค่าที่ต่อเนื่อง

บาทแข็งค่ารอสัญญาณดอกเบี้ย

นักค้าเงินธนาคารกรุงเทพ ระบุว่า ค่าเงินบาทปิดตลาดที่ 35.00-35.02 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าจากเปิดตลาดที่ 35.05-35.06 บาทต่อดอลลาร์ โดยเกิดจากมีแรงขายดอลลาร์ทำกำไรออกมา ก่อนทราบผลการประชุม ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันนี้ (27 ก.ค.) และการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในวันที่ 28 ก.ค.59 และคาดวันนี้ ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 34.90-35.10 บาทต่อดอลล์

ขณะที่ นางสาวกาญจนา โชคไพศาลศิลป์ กลุ่มงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า เงินบาททรงตัวในกรอบใกล้ๆ 35.00-35.05 บาทต่อดอลลาร์ โดยยังคงรอประเมินสัญญาณเกี่ยวกับดอกเบี้ยช่วงที่เหลือของปีจากผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (26-27 ก.ค.) แม้จะคาดเฟดไม่น่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมรอบนี้

นอกจากนี้ อีกจุดสนใจของนักลงทุน จะอยู่ที่การประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่นในช่วงปลายสัปดาห์นี้ด้วยเช่นกันสำหรับการเคลื่อนไหวของเงินบาทกสิกรไทย คาดไว้ที่ 34.90-35.10 บาทต่อดอลลาร์

ส่วนช่วงเช้าวานนี้ บาทเปิดตลาด 35.05/06 บาทต่อดอลลาร์ แข็งเล็กน้อยจากวานนี้ ลุ้นผลเฟดคาดเคลื่อนไหวในกรอบ 35.00-35.10 บาทต่อดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม บาทวิ่งแคบๆ ในกรอบแถว Figure คงรอผล FOMC

แรงซื้อต่างชาติหนุนต่อเป็นวันที่12

ขณะที่การลงทุนในตลาดหุ้นวานนี้ ก็ดัชนีหุ้นไทยปิดตลาด 1,504.81 จุด ลดลง 7.85 จุด โดยมีมูลค่าการซื้อขาย 58,693.29 ล้านบาท โดยต่างชาติซื้อสุทธิ 2,792.37 ล้านบาท นับเป็นการซื้อสุทธิติดต่อเป็นวันที่ 12

บล.ฟิลลิป ระบุว่า ปริมาณการซื้อขาย 3 วันที่ผ่านมา ลดลงจากค่าเฉลี่ยของเดือนนี้ (59,820 ล้านบาท) แสดงถึง Fund flow ที่เริ่มชะลอลงบ้าง หลังดัชนีปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง คาดเม็ดเงินที่จะเข้ามาเพิ่มยังรอผลการประชุมของธนาคารกลางทั้งเฟด และ BOJ โดยการประชุมเฟดมีขึ้นวานนี้ (26ก.ค.) และวันนี้ (27 ก.ค.) ซึ่งคาดว่า ยังไม่มีการปรับขึ้นดอกเบี้ย ทำให้น้ำหนักจะถูกส่งไปยัง BOJ ปลายสัปดาห์เป็นหลักรวมถึงแนวโน้มการใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมจากการประชุม BOJ (28-29 กค.นี้) เป็นปัจจัยที่กดดันราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับฐาน

ส่วนภาพระยะสั้นของตลาดสินทรัพย์เสี่ยงโลกยังถูกผลักดันจากความคาดหวังเชิงบวกต่อนโยบายผ่อนคลายเพิ่มเติม จากธนาคารกลางต่างๆ ซึ่งเป็นภาพบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย และช่วยชดเชยความเสี่ยงของราคาน้ำมันที่ปรับฐาน

หากพิจารณาแนวโน้ม Fund Flow ยังพบว่า ต่างชาติซื้อสุทธิต่อเนื่องในตลาดหุ้นเอเชียเกิดใหม่ 13 วันติดต่อกัน รวมแล้วกว่า 8.95 พันล้านดอลลาร์ และซื้อต่อเนื่องในตลาดหุ้นไทย 11 วันติดต่อกัน กว่า 859 ล้านดอลลาร์ เป็นปัจจัยที่ยังคงหนุนหุ้นไทย แกว่งขึ้นในช่วงถัดไป

ส่วนปัจจัยในประเทศวานนี้ การประชุม ครม. มีโอกาสการเสนออนุมัติดำเนินการก่อสร้างโครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงอ่อน ช่วงบางซื้อ-พญาไท-มักกะสัน-หัวหมาก และสายสีแดงเข้ม ช่วง บางซื่อ-หัวลำโพง รวมถึงอาจจะมีนโยบายช่วยเหลือเอสเอ็มอีเพิ่มเติม เป็นปัจจัยที่ช่วยหนุนภาพรวมเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ตามเป้าหมาย

โบรกเกอร์คาดวันนี้หุ้นไทยพักฐานต่อ

นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโสสายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ กล่าวว่า ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลงช่วงบ่าย เพราะมีแรงขายหุ้นกลุ่มพลังงาน หลังราคาน้ำมันโลกปรับตัวลง 1% ระหว่างชั่วโมงการซื้อขาย รวมถึงตลาดหุ้นยุโรปที่เริ่มเปิดการซื้อขาย ส่วนใหญ่เคลื่อนไหวในแดบลบ จึงเป็นจิตวิทยาเชิงลบต่อตลาดหุ้นไทย

แนวโน้มค่าเงินบาทยังคงแข็งค่า แสดงให้เห็นว่ากระแสเงินทุนของนักลงทุนต่างชาติยังคงซื้อสุทธิหุ้นไทยต่อเนื่อง โดยตลอดเดือน ก.ค. นักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นไทยไปแล้วกว่า 3 หมื่นล้านบาท ดังนั้นดัชนีหุ้นปรับตัวลดลง เป็นการปรับฐานตามปกติ หลังปรับตัวขึ้นมาแรงกว่า 100 จุด

นอกจากนี้ นักลงทุนรอผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในวันที่ 27 ก.ค. เสียงส่วนใหญ่คาดว่าเฟดจะยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ เพียงแต่รอดูสัญญาณว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่อใด และการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น ในวันที่ 28 ก.ค. ที่ค่อนข้างคาดหวังว่า BOJ จะผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม ทั้งปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากเดิมติดลบ 0.1% ให้ติดลบมากขึ้นเป็นติดลบ 0.2% และเพิ่มวงเงินมาตรการคิวอี

แนวโน้มดัชนียังคงแกว่งตัวต่อ

สำหรับวันนี้คาดหุ้นไทยมีโอกาสพักตัว หรือถ้าบวกจะบวกในกรอบจำกัด แต่กรอบการลงจำกัดเช่นกัน เพราะกระแสเงินทุนยังเป็นปัจจัยหลักที่ยังสนับสนุนให้ดัชนีหุ้นไทย มีโอกาสบวกต่อ แต่ด้วยดัชนีที่ปรับตัวขึ้นมามาก จึงเป็นเรื่องปกติที่จะเห็นการขายทำกำไรออกมาบ้าง ดังนั้นภาพรวมจึงน่าจะเคลื่อนไหวในลักษณะ sideway

ขณะที่ปัจจัยในประเทศ นอกจากผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 2 ปีนี้ เริ่มทยอยประกาศผล ประเด็นการเมืองเริ่มมีน้ำหนักต่อบรรยากาศการลงทุนมากขึ้น เพราะใกล้จะถึงวันลงประชามติ 7 ส.ค.นี้ ล่าสุดเริ่มมีกระแสเรียกร้องไม่รับร่างรัฐบธรรมนูญเพิ่มขึ้น จาก 43 องค์กร แสดงจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

แม้ว่างบไตรมาส 2 ของบริษัทจดทะเบียนจะเป็นไปตามคาด แต่ข้อดีของงบไตรมาส 2 จะเป็นฤดูกาลจ่ายปันผลระหว่างกลางจากงบครึ่งปีแรก และหุ้นไทยถือว่าเป็นตลาดหุ้นที่มีผลตอบแทนเงินปันผลสูง ด้วยค่าเฉลี่ย 3.2%