สำหรับในสัปดาห์หน้ามองกรอบค่าเงินบาท 34.80-35.25 บาทต่อดอลลาร์ ยังแข็งค่าต่อเนื่อง
ความเคลื่อนไหวของหุ้นไทยรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา(20 – 22 ก.ค.) หลังจากหยุดยาว ดัชนีปิดตลาดที่ 1,509.13 จุด เพิ่มขึ้น 17.13 จุด หรือ 1.14% จากสัปดาห์ก่อนหน้า โดยนักลงทุนต่างประเทศ และบัญชีซื้อขายโบรกเกอร์ เป็นฝ่ายซื้อสุทธิ 9,647.66 ล้านบาท และ 2,626.13 ล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่นักลงทุนรายย่อย และนักลงทุนสถาบันในประเทศ เป็นฝ่ายขายสุทธิ 7,109.61 ล้านบาท และ 5,164.19 ล้านบาท ตามลำดับ
ส่วนราคาทองคำยังแกว่งตัวอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ภาวะของเศรษฐกิจและการเมืองโลกมีความผันผวน โดย บริษัทวายแอลจีบูลเลี่ยน ประเมินว่า ราคาทองคำได้รับปัจจัยหนุนหลังสกุลเงินดอลลาร์เริ่มกลับมาอ่อนค่า
โดยดัชนีดอลลาร์เมื่อเทียบกับตะกร้าสกุลเงินร่วงลง 0.2% หลังธนาคารกลางญี่ปุ่น(บีโอเจ) ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย“ Helicopter Money ”เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของญี่ปุ่น อย่างไรก็ตามการปรับขึ้นของราคาทองคำยังคงถูกจำกัดเนื่องจากยังคงได้รับแรงกดดันจากตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐที่ออกมาแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง
ส่วนค่าเงินบาทวานนี้(22ก.ค.) ปิดตลาดแข็งค่าที่ระดับ 34.92 บาทต่อดอลลาร์ จากช่วงเปิดตลาดที่ระดับ34.97บาทต่อดอลลาร์และเป็นระดับที่บาทอ่อนค่าสูงสุด ระหว่างวันยังเคลื่อนไหลในกรอบแคบๆ โดยเงินบาทแข็งค่าสุดที่ระดับ34.90บาทต่อดอลลาร์ เงินทุนต่างชาติยังไหลเข้าต่อเนื่องโดยเฉพาะในตลาดหุ้นเป็นหลัก ทำให้ดัชนีตลาดหุ้นกลับมาปิดบวกเพิ่มขึ้น6จุด และยังมีเงินทุนไหลเข้ามาในตลาดบอนด์บางส่วน แต่ตลอดทั้งสัปดาห์นี้นักลงทุนต่างชาติขายบอนด์สุทธิ 3,640 ล้านบาท
สำหรับในสัปดาห์หน้ามองกรอบค่าเงินบาท 34.80-35.25 บาทต่อดอลลาร์ ยังแข็งค่าต่อเนื่อง โดยตลาดยังรอติดตามผลประชุมธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) และ บีโอเจ ว่าจะมีท่าทีอย่างไรและจะเป็นตัวกำหนดกรอบค่าเงินบาทเป็นหลัก คาดว่าในช่วงก่อนทราบผลประชุมธนาคารกลางทั้งสองแห่งจะยังคงเป็นปัจจัยบวกให้เงินทุนไหลเข้าทำให้บาทมีโอกาสมาอยู่ที่กรอบล่าง34.80บาทต่อดอลลาร์









