ช่วงก.พ.-มี.ค.2559 ผู้บริหารระดับสูง และผู้ถือหุ้นบริษัท แสนสิริ ทำรายการซื้อหุ้นอย่างคึกคัก
ในเดือน ก.พ.-มี.ค. 2559 พบว่า รายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์ของผู้บริหาร (59-2)ของสำนักงานก.ล.ต.จะปรากฏชื่อ 3 ผู้บริหารระดับสูง และผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัท แสนสิริ จำกัด(มหาชน) SIRI อย่าง ‘อภิชาต จูตระกูล’ ประธานอำนวยการ ‘เศรษฐา ทวีสิน’ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และ ‘วันจักร์ บุรณศิริ’ กรรมการเข้ามาทำรายการคึกคัก
โดย“เศรษฐา”เข้ามาซื้อหุ้นรวม 46.7 ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ยหุ้นละ 1.54 บาท มูลค่ารวม 72.14 ล้านบาท ซึ่งการซื้อหุ้นรอบนี้ถือเป็นการกลับมาอีกครั้งหลังจากหายไปตั้งแต่ปลายปี 2556 อย่างไรก็ตามการเข้าลงทุนครั้งนี้ มูลค่าการถือครองหุ้นแสนสิริของเศรษฐาเพิ่มขึ้นเกือบ 20 ล้านบาท ขณะที่“อภิชาต”เข้ามาซื้อหุ้นปีนี้รวม 16 ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ย 1.65 บาท มูลค่ารวม 26.46 ล้านบาท หลังจากที่เข้ามาเก็บหุ้นตั้งแต่ปี 2558 จำนวน 24.8 ล้านหุ้น ที่ราคาเฉลี่ย 1.88 บาท ด้าน“วันจักร”เข้ามาซื้อหุ้นปีนี้รวม 25 ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ย 1.65 บาท มูลค่ารวม 41.28 ล้านบาท และเมื่อปี 2558 ก็เข้าซื้อ 45 ล้านหุ้น ที่ราคาเฉลี่ย 1.89 บาท
การเข้ามาเก็บหุ้นของผู้บริหารทั้ง 3 ราย ตั้งแต่ปี 2558 คิดเป็นจำนวนรวมกัน 157.5 ล้านหุ้น หรือราว 1.1% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 270 ล้านบาท และน่าจะเป็นสัญญาณสำคัญบ่งบอกแนวโน้มสถานการณ์ของบริษัทแสนสิริ หลังจากราคาหุ้นปี2557ลงลึกไปถึง 1.5 บาทต่อหุ้น
ขณะที่ผลประกอบการของแสนสิริ เมื่อปี 2556 รายได้รวมอยู่ที่ 29,004 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนที่ทำได้ 30,000 ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิลดลงค่อนข้างมาก ทำได้ 1,929 ล้านบาท จาก 3,018 ล้านบาท แต่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา (2557 - 2558) ผลประกอบการกลับมาเติบโตต่อเนื่อง โดยมีรายได้รวม 29,528 ล้านบาท และ 38,455 ล้านบาท ตามลำดับ และมีกำไรสุทธิ 3,393 ล้านบาท และ 3,505 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนไตรมาส 1/2559 ที่ผ่านมา มีรายได้รวม 7,685 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 556 ล้านบาท
นักวิเคราะห์ บล.บัวหลวง ประเมินว่าแสนสิริมีความมุ่งมั่นในการกลับมาทวงแชมป์การเติบโตของยอดจองซื้อสูงสุดในปี 2559 เมื่อเทียบกับกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ โดยบริษัทมีแผนการเปิดตัวโครงการใหม่เชิงรุกมากขึ้นปีนี้ ขณะที่ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีสิ้นปี 2559 และอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลปี 2559 สูงถึง 7.8%
ทั้งนี้ ผลจากการบริหารจัดการสินค้าคงคลังที่มีประสิทธิภาพทำให้บริษัทมีแผนจะเปิดตัวโครงการใหม่มูลค่ากว่า 5 หมื่นล้านบาท โดย 71% เป็นคอนโดมิเนียม และ 29% เป็นที่อยู่อาศัยแนวราบ หลังจากมีการเปิดตัวรวมที่ค่อนข้างน้อยเพียง 1.8 หมื่นล้านบาท ในปี 2557 และ 2.2 หมื่นล้านบาท ในปี 2558 ลดลงจากยอดการเปิดตัวสูงสุดที่ 6.1 หมื่นล้านบาท ในปี 2556 โดยโครงการใหม่ทั้งหมดบริษัทได้มีที่ดินรองรับแล้วเป็นโครงการคอนโดมิเนียมใหม่ 11 โครงการ มูลค่ารวม 3.5 หมื่นล้านบาท เป็นโครงการร่วมทุน 6 โครงการ และโครงการที่เป็นเจ้าของเอง 5 โครงการ และเป็นโครงการแนวราบ 10 โครงการมูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาท
ปีนี้บริษัทให้ความสำคัญกับเป้าหมายลูกค้ากลุ่มใหม่ที่เป็นชาวต่างชาติ ตั้งเป้ายอดขายจากกลุ่มนี้ 5 พันล้านบาทจากปีก่อนอยู่ที่3.5 พันล้านบาท คิดเป็น 20-45% ของแต่ละโครงการคอนโดมิเนียม โดยบริษัทตั้งเป้ายอดจองซื้อสำหรับปี 2559 ที่ 4.2 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 47% จากปีก่อน และเติบโตมากกว่าประมาณการเติบโตเฉลี่ยของกลุ่มที่ 15%









