วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘แม็คโครพรูเด็นเชียล’ คุมเสี่ยง..ระบบการเงิน!

อนาคตมาตรการ “แม็คโครพรูเด็นเชียล” จะเป็นหนึ่งใน “เครื่องมือ” ที่มีบทบาท ต่อการดูแลเสถียรภาพระบบการเงินที่เพิ่มขึ้น

วิกฤตการเงินในอดีตที่เคยเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ หากย้อนดู“ต้นเหตุ”ส่วนใหญ่มักเกิดจากการสะสมความเสี่ยงใน“ระบบการเงิน”จนกลายเป็นความ“เปราะบาง”เมื่อถึงจุดอิ่มตัว ความเสี่ยงที่ถูกสะสมไว้ จึง“ระเบิด”กลายเป็นวิกฤตการเงินขึ้น

ด้วยเหตุนี้ผู้ดำเนินนโยบายการเงินจากหลายประเทศทั่วโลก จึงเริ่มให้ความสำคัญกับการดูแล“เสถียรภาพ”ใน“ระบบการเงิน”ที่มากขึ้น พยายามป้องกันไม่ให้เกิดการสะสมความเสี่ยง โดยเริ่มนำเครื่องมือ“แม็คโครพรูเด็นเชียล”หรือ การกำกับดูแลสถาบันการเงินเพื่อหวังผลในเชิงเศรษฐกิจมหภาคมาใช้มากขึ้นด้วย

สำหรับประเทศไทยก็เริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้มากขึ้นเช่นกัน ล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ได้จัดตั้งกลุ่มงานใหม่ขึ้นมา ชื่อว่ากลุ่มงานด้านเสถียรภาพระบบการเงิน หรือ กสร. มีหน้าที่ “มอนิเตอร์” ความเสี่ยงในด้านต่างๆ ที่อาจสร้างความเปราะบางให้กับเศรษฐกิจของประเทศ ขณะเดียวกัน กลุ่มงานนี้ จะทำหน้าที่ศึกษาและพัฒนากลไกการออกแบบนโยบายกำกับดูแลความเสี่ยงเชิงระบบ ผ่าน มาตรการแม็คโครพรูเด็นเชียล

สะท้อนให้เห็นว่า อนาคตมาตรการ “แม็คโครพรูเด็นเชียล” จะเป็นหนึ่งใน “เครื่องมือ” ที่มีบทบาท ต่อการดูแลเสถียรภาพระบบการเงินที่เพิ่มขึ้นด้วย

ถึงจุดนี้อาจจะมีหลายคนสงสัยว่า“แม็คโครพรูเด็นเชียล”คืออะไร ..เรื่องนี้“วิรไท สันติประภพ”ผู้ว่าการธปท. ให้นิยามไว้ว่า เป็นนโยบายที่มี“วัตถุประสงค์” เพื่อลดความเสี่ยงเชิงระบบที่อาจเกิดขึ้นจนทำให้ระบบการเงินมีปัญหา และส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

วิรไท บอกด้วยว่า การใช้นโยบาย แม็คโครพรูเด็นเชียล มีทิศทางเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ซึ่งความจริงกลุ่มประเทศนี้เริ่มใช้มานานแล้ว ในขณะที่ประเทศเศรษฐกิจหลัก เริ่มหันมาใช้นโยบายดังกล่าวมากขึ้นหลังวิกฤตการเงินโลก เพื่อช่วยลดความเสี่ยงเชิงระบบ

ถามว่าความเสี่ยงเชิงระบบมาจากอะไร วิรไท บอกว่า เกิดจากการสะสมความเปราะบางในภาคเศรษฐกิจ จนหลายครั้งกลายเป็นฟองสบู่ ดังนั้นเราต้องทำให้แน่ใจว่า จะไม่มีระเบิดเวลาในระบบเศรษฐกิจ เพราะแม้จะเป็นระเบิดลูกเล็กๆ แต่ถ้าระเบิดขึ้นมาก็อาจส่งผลกระทบในวงกว้างต่อภาคเศรษฐกิจได้

“บางครั้งอาจมองว่าเป็นระเบิดเวลาลูกเล็กๆ แต่เราต้องดูด้วยว่ามีผลข้างเคียงมากน้อยแค่ไหน สิ่งสำคัญ คือ ต้องป้องกันให้ได้ ไม่ให้ระเบิดเวลานั้นส่งผลข้างเคียงใดๆ หรือลุกลามไปที่อื่น”

สำหรับเครื่องมือเม็คโครพรูเด็นเชียลที่ใช้กันทั่วโลกมีหลายประเภท ทั้งเครื่องมือด้านเงินกองทุนเช่น การกำหนดอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง หรือการกันสำรอง ซึ่งการกันสำรอง จะเป็นลักษณะมองไปข้างหน้าตามแนวโน้มเศรษฐกิจและมาดูว่า สถาบันการเงินจำเป็นต้องกันสำรองเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน

นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือด้านสภาพคล่องเช่น การดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์ การดูในเรื่องความสัมพันธ์ของการกู้ยืม ซึ่งธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่มักจะกู้เงินระยะสั้นมาปล่อยกู้ระยะยาว (Maturity mismatch limits)

ขณะเดียวกันยังมีเครื่องมือด้านการให้สินเชื่อเช่น กำหนดอัตราส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ของผู้กู้ หรือกำหนดสัดส่วนการให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (แอลทีวี) และการกำหนดรายได้ขั้นต่ำต่อวงเงินสูงสุดต่อรายได้ หรือแม้แต่เครื่องมือด้านอื่นๆ เช่น การดูแลสมดุลของเงินทุนไหลเข้าและออก ซึ่งหลายช่วงเวลาธนาคารกลางจำเป็นต้องหยิบเครื่องมือเหล่านี้มาใช้ เพื่อดูแลความเสี่ยงเชิงระบบ

ส่วนหลักการดำเนินนโยบายแม็คโครพรูเด็นเชียลของ ธปท. หากจะมีการใช้ก็เพื่อ ป้องกันการก่อตัวของความเสี่ยงเชิงระบบ และสามารถมีมาตรการในลักษณะเฉพาะกลุ่มเป้าหมายได้ ซึ่งจะทำให้ไม่เกิดผลกระทบในวงกว้าง ขณะเดียวกันมาตรการที่ใช้ต้องสอดคล้องกับนโยบายการเงินและเกณฑ์การกำกับดูแลสถาบันการเงินด้านไมโครพรูเด็นเชียล

นอกจากนี้จะต้องมีมาตรการติดตาม ประเมินผล และปรับเปลี่ยนนโยบาย เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจการเงินที่เปลี่ยนแปลงไป ที่สำคัญต้องมีกระบวนการซึ่งมีความโปร่งใส น่าเชื่อถือ โดยการออกนโยบายแม็คโครพรูเด็นเชียล จะผ่านการพิจารณาและกลั่นกรองของคณะกรรมการชุดต่างๆ

สำหรับประเทศไทยนั้น ในอดีตก็เคยใช้มาตรการในลักษณะนี้เช่นกัน ซึ่งมีทั้งการใช้เพื่อดูแลความเสี่ยงของหนี้ครัวเรือน ผ่านการออกหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การประกอบธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อ ส่วนบุคคลภายใต้การกำกับดูแล

นอกจากนี้ยังมีการออกมาตรการในลักษณะ แอลทีวี หรือ การกำหนดอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกันสำหรับสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย เพื่อดูแลความเสี่ยงในด้านฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ หรือแม้แต่การออกมาตรการกันสำรองตามการคาดการณ์ความเสี่ยงในอนาคต

“ในอดีตเราก็เคยใช้มาตรการเหล่านี้บ้าง แต่เครื่องมืออาจจะยังมีจำกัด ซึ่งในภาวะปัจจุบัน ที่สถานการณ์เศรษฐกิจมีความซับซ้อนมากขึ้น เราเองก็ควรต้องทบทวนว่า จำเป็นหรือไม่ที่ต้องมีการศึกษาเครื่องมือใหม่ๆ ที่เพิ่มมากขึ้น และที่สำคัญ อะไรถือเป็นตัวทริกเกอร์ที่จะบอกว่า ถึงเวลาแล้วต้องนำเครื่องมือที่ศึกษาไว้มาใช้”

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า ธนาคารกลางทั่วโลก รวมทั้ง ธปท. เริ่มหันมาโฟกัสเครื่องมือด้าน แม็คโครพรูเด็นเชียล มากขึ้น โดยจัดตั้งหน่วยงาน กสร. เพื่อติดตามความเสี่ยงเชิงระบบ และศึกษาเครื่องมือดังกล่าว โดยมีเป้าประสงค์เพื่อ ป้องกันและดูแลความเสี่ยงต่างๆ ในระบบการเงิน โดยมีสโลแกนที่ว่า “จับควันให้ไว ดับไฟให้ทัน ป้องกันอย่าให้ลุกลาม”