ซื้อหุ้น กลุ่ม โรงกลั่น ท่องเที่ยว รับเหมา
UOBKH แนวโน้มตลาดวันนี้ : ปรับขึ้น
ทิศทางตลาดหุ้นไทยวันนี้ คาดยังมีโมเมนตัมในการปรับตัวขึ้นต่อ จากกระแสการไหลเข้าของเงินลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติ โดยวานนี้นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยอีก 3,998 ล้านบาท เป็นการซื้อสุทธิติดต่อกันเป็นวันที่ 6 ทำให้ MTD เดือนนี้ซื้อสุทธิไปแล้วรวม 18,125 ล้านบาท ด้านตลาดหุ้นในภูมิภาคเช้านี้ส่วนใหญ่ปรับขึ้นเช่นกัน
แนวรับ/แนวต้าน : 1470/1486 สัดส่วนการลงทุน : เงินสด 50% : พอร์ตหุ้น 50%
กลยุทธ์ : ซื้อหุ้น กลุ่ม โรงกลั่น ท่องเที่ยว รับเหมา
หุ้นแนะนำ
CK (35.50): คาดผลการดำเนินงานปี 59 จะโดดเด่น เนื่องจากอาจมีการรับรู้งานส่วนเพิ่มเติมในโครงการเขื่อนไซยะบุรีมูลค่ากว่า 1.4 หมื่นล้านบาท อีกทั้งยังมีงานประมูลของทางภาครัฐและเอกชนออกมาเรื่อยๆไม่ว่าจะป็นโครงการรถไฟฟ้าสายสี ส้ม เหลือง ชมพู และสุวรรณภูมิเฟส 2 นอกจากนี้ CK ได้รับผลประโยชน์จากการเป็นผู้ถือใหญ่ในบริษัทฯ BEM CKP และ TTW ซึ่งอยู่ในอุตสาหกกรมที่แข็งแกร่งและมีแนวโน้มเติบโต
THAI (31.75) : คาดผลประกอบการ 2Q59 ดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์จากราคาน้ำมันในช่วงต้น 2Q59 ที่อยู่ในระดับต่ำ นอกจากนี้ THAI ยังได้รับผลบวกจากการท่องเที่ยวที่ยังแรงต่อเนื่องโดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวชาวจีน การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวชาวรัสเซีย และต้นทุนลดลงจากการปฏิรูปองค์กรในปี 58
ERW (6.2): ผลประกอบการ 2Q59 มีลุ้นเป็นบวกครั้งแรกในรอบหลายปี ERW เป็นหุ้นในกลุ่มโรงแรมที่ได้รับผลบวกจากนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งปีนี้มีวันหยุดยาวหลายวัน ทั้งนี้ปัจจุบันราคาหุ้นยังขึ้นมาไม่มากหากเทียบกับหุ้นในกลุ่มโรงแรม
KCE (105) : เรามองว่าแนวโน้มค่าเงินยูโรอ่อนจะมีผลกระทบจำกัดต่อ KCE จากการศึกษาของเราพบว่า Correlation ระหว่างค่าเงินบาทต่อยูโรและอัตรากำไรขั้นต้นของ KCE ในช่วง 41 ไตรมาสย้อนหลังอยู่ที่ -0.29 ซึ่งสะท้อนว่าทิศทางค่าเงินยูโรไม่ได้เป็นปัจจัยเดียวที่จะชีวัดทิศทางการดำเนินงานของผลประกอบการได้ เราจึงแนะนำซื้อสะสมเมื่ออ่อนตัว จากแนวโน้มอุตสาหกรรมแผงวงจรไฟฟ้าในรถยนต์ที่สดใส
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน
ปัจจัยภายในประเทศ
+ “ธปท.” เกาะติดเงินทุนเคลื่อนย้าย หลังผล “เบร็กซิท” ทำนักลงทุนเปิดรับความเสี่ยงในตลาดเกิดใหม่ ส่งผลเงินทุนไหลเข้า หวั่นอยู่ไม่ยาวเตือนภาคธุรกิจรับมือความผันผวนที่อาจมากขึ้นพร้อมตั้งกลุ่มงานใหม่ ดูแลเสถียรภาพระบบการเงินโดยเฉพาะทำงานร่วมกับหน่วยงานกำกับอื่นๆ หวังจับสัญญาณความเสี่ยงได้เร็ว ป้องกันเหตุร้ายได้ทัน
+ ภาคเอกชนหวัง “ประชารัฐ” ดันขีดความสามารถแข่งขันเพิ่มขึ้น เตรียมเสนอแก้กฎหมายครั้งใหญ่เน้นแก้อุปสรรคการลงทุน มั่นใจเห็นผลใน 2-3 ปี ขณะสภาพัฒน์โชว์แผนพัฒนาฯฉบับที่ 12 วันนี้ เน้นยกระดับรายได้-ลดความเหลื่อมล้ำ
+ ปตท.ปรับแผนลงทุนใหม่ หั่นงบโครงสร้างพื้นฐานลง 20% เหลือ 1.57 แสนล้าน หลังค่าก่อสร้างต่ำกว่าคาดการณ์ พร้อมฉวยจังหวะเร่งลงทุน เปิดประมูลท่อก๊าซเส้นที่ 5 ไตรมาส 3 เสนอบอร์ดวันนี้ พิจารณาผู้รับเหมา 2 โครงการ มูลค่ารวมเกือบ 1.2 หมื่นล้าน ด้านนักวิเคราะห์ชี้หนุนกระแสเงินสดเพิ่ม คาดไตรมาส 3 กำไรสต็อกน้ำมัน
+ นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ได้สำรวจพฤติกรรมและการใช้จ่ายของประชาชนในช่วงวันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา พร้อมทั้งวันหยุดยาว 5 วัน พบว่าจะมีเงินสะพัดถึง 5,773.21 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.6% สูงสุดในรอบ 5 ปี ทั้งนี้หากรวมการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวด้วยจะถึง 10,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.05% ของจีดีพี แม้ไม่มากนัก แต่นับเป็นสัญญานที่ดี ประชาชนมั่นใจว่าเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวขึ้นแล้ว ทั้งนี้ ยังมองว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างช้า ๆ หรือเป็นรูปตัวยู ช่วงแอ่งกระทะ และคาดว่าไตรมาส 3 เป็นต้นไป เศรษฐกิจน่าจะฟื้นตัวอย่างเด่นชัดจากที่ภาคเอกชนเริ่มลงทุน
ปัจจัยต่างประเทศ
- ดัชนี FTSE 100 ที่ตลาดหุ้นอังกฤษปิดร่วงลงในวันพฤหัสบดี หลังจากพุ่งขึ้นแตะจุดสูงสุดรอบ 11 เดือนในระหว่างวัน โดยหุ้นกลุ่มก่อสร้างบ้านและหุ้นกลุ่มที่อ่อนไหวต่อค่าเงินปอนด์ดิ่งลง หลังจากธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) สร้างความประหลาดใจให้นักลงทุนด้วยการประกาศตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 0.50 % ต่อไป ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 ปิดร่วงลง 15.93 จุด หรือ 0.24 % สู่ 6,654.47 หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 6,648.40-6,743.42 โดยดัชนีได้ขึ้นไปแตะจุดสูงสุดรอบ 11 เดือนก่อนที่บีโออีจะประกาศผลการกำหนดอัตราดอกเบี้ย
+ ดัชนีนิกเกอิที่ตลาดหุ้นโตเกียวปิดพุ่งขึ้นเป็นวันที่ 4 ติดต่อกันมาที่ระดับสูงสุดในรอบกว่า 1 เดือน หลังจากการอ่อนค่าของเยนได้เพิ่มความต้องการสินทรัพย์เสี่ยง ทั้งนี้ ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดเพิ่มขึ้น 154.46 จุด หรือ 0.95% มาที่ 16,385.89 ซึ่งเป็นระดับปิดสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 10 มิ.ย.
- ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า NYMEX พุ่งขึ้น 2.1 % ในวันพฤหัสบดี ในขณะที่เทรดเดอร์เข้าซื้อชดเชยการทำชอร์ตเซล หลังจากราคาน้ำมันดิบเพิ่งดิ่งลงอย่างรุนแรงในวันพุธ โดยได้รับแรงกดดันจากรายงานที่บ่งชี้ว่า อุปสงค์เชื้อเพลิงอยู่ในระดับต่ำในสหรัฐ ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบส่งมอบเดือนส.ค.พุ่งขึ้น 93 เซนต์ หรือ 2.1 % มาปิดตลาดที่ 45.68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 44.95-45.80 ดอลลาร์









