วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

จับสัญญาณงบไทยคม

จับสัญญาณงบไทยคม

ช่วงกลางเดือนส.ค.ของทุกปีถึงเวลาที่บจ.ต้องรายงานงบการเงินงวดครึ่งปีแรกและไตรมาส 2 ซึ่งทิศทางราคาหุ้นก่อนประกาศงบการเงินก็สามารถสะท้อนทิศทางผลประกอบการได้เป็นอย่างดี แต่สิ่งสำคัญคือ การทำรายการซื้อขายหุ้นของผู้บริหารถือเป็นเข็มทิศที่น่าสนใจเช่นกัน

ล่าสุด เห็นรายงานการถือครองหลักทรัพย์ของผู้บริหารของสำนักงานก.ล.ต. พบว่า กลุ่มผู้บริหารระดับสูงบริษัทไทยคม(THCOM) 4 ราย รายงานการขายหุ้นออกมาพร้อมๆกันและในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกัน แม้จำนวนหุ้นและมูลค่าการทำรายการจะไม่สูง และถือว่าเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปีที่มีการรายงานขายหุ้น ซึ่งน่าจะเป็นการส่งสัญญาณกับทิศทางผลประกอบการงวดไตรมาส 2 ของปีนี้

กลุ่มผู้บริหารระดับสูงที่รายงานขายหุ้น 14,900 หุ้น มูลค่ารวม 0.3 ล้านบาท ประกอบด้วย ธีรวัฒน์ กุสลางกูรวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส สำนักงานบริหารระบบสารสนเทศ ประมุข ชัยวงศ์วุฒิกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงานวิศวกรรม และปฏิบัติการดาวเทียม สกล กิตติวัชราพงษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงานนวัตกรรมเทคโนโลยี สุพจน์ ชินวีระพันธุ์ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงานปฏิบัติการธุรกิจ

รวมถึง หากนำมาพิจารณากับความเห็นของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ที่มีการประเมินข้อมูลพบว่า คาดการณ์กำไรในไตรมาส2ของไทยคม น่าจะลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการหยุดให้บริการของผู้ประกอบการทีวีดาวเทียมรายใหญ่รายหนึ่ง ซึ่งใช้บริการจำนวน 4 ช่องสัญญาณบนดาวเทียมไทยคม 5 ซึ่งรายได้ที่หายไปจะเริ่มมีผลตั้งแต่ไตรมาส 2 ปีนี้ โดยรายได้จะหายไปไตรมาสละ 120-150 ล้านบาทต่อไตรมาส ส่งผลให้รายได้จากธุรกิจดาวเทียมทั่วไปลดลงในสัดส่วนที่สูง และไทยคม ยังมีความเสี่ยงในเรื่องความไม่ชัดเจนที่กระทรวงไอซีทีจะเก็บค่าส่วนแบ่งรายได้ค่าสัมปทานเพิ่มอีก นอกเหนือจากค่าธรรมเนียมที่จ่ายให้กสทช.ในส่วนดาวเทียม 7 และ 8

เมื่อมีสารพัดความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจึงไม่น่าแปลกใจว่า ราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่องในช่วง 2-3 เดือนเกือบ 30%จากราคาหุ้นระดับ 29บาทเหลือ 21.70บาท

บล.บัวหลวง ได้ระบุถึงการแก้ไขปัญหาของบริษัทไทยคม ฯคือการนำลูกค้าใหม่ ซึ่งได้แก่ ฟอร์เอฟเวอร์กรุ๊ป มาอยู่บนดาวเทียมไทยคม 5 เพื่อที่จะมาแทนผู้ประกอบการทีวีดาวเทียมที่มีปัญหาด้านการเงินรายแรกและอีกรายหนึ่งได้แก่ซีทีเอช และเนื่องจากอัตราการเช่าใช้ช่องสัญญาณดาวเทียมอยู่ในระดับต่ำเริ่มต้นในไตรมาส 3ปีนี้และเพิ่มสูงขึ้นในไตรมาส 4 อัตราการใช้งานของฟอร์เอฟเวอร์กรุ๊ปจะยังคงไม่สามารถชดเชยรายได้ที่หายไปได้ทันรวมทั้งคาดว่ากำไรบริษัทไทยคมจะต่ำสุดในไตรมาส 3ปีนี้ แต่ราคาหุ้นปัจจุบันถือว่าปรับลดลงมาพอสมควรและน่าจะรับรู้ปัจจัยความเสี่ยงไปบ้างแล้ว

ล่าสุดจะเห็นว่า นักวิเคราะห์เริ่มหันกลับมาพิจารณาปรับประมาณการคำแนะนำการลงทุน รวมถึงคาดการณ์ผลประกอบการใหม่ ดังนั้น นักลงทุนที่มีอยู่ในพอร์ตควรน่าจะรู้สึกดีขึ้น แต่ถ้าใครยังไม่มี และเชื่อมั่นบริษัท ลองหาศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดและยอมรับความเสี่ยงได้เมื่อราคาหุ้นลง อาจเป็นโอกาสเข้าลงทุน