"ปตท." ปรับแผนลงทุนใหม่ หั่นงบโครงสร้างพื้นฐานลง 20% เหลือ 1.57 แสนล้านบาท หลังค่าก่อสร้างต่ำกว่าคาดการณ์ พร้อมฉวยจังหวะเร่งลงทุน
บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) หรือ PTT ปรับลดงบลงทุนเป็นครั้งที่สองในปีนี้ ตามการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนจากราคาน้ำมันลดลง ส่งผลให้การลงทุนต่ำกว่าประมาณการไว้ โดยตัดงบลงทุนกลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน
ปตท.ทบทวนแผนการลงทุนครั้งแรกในปีนี้ เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยระบุว่าเพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินงานและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งเพื่อให้การจัดทำงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงปรับลดแผนการลงทุนปี 2559 จาก 50,839 ล้านบาทลงเหลือ 43,307 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการปรับลดแผนการดำเนินงานการลงทุนในธุรกิจก๊าซธรรมชาติและธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน
นายชวลิต พันธ์ทอง ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท. ปรับลดงบลงทุนระยะ 5 ปี (2559-2563) ของกลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานลง 20% เหลือ 157,000 ล้านบาท และลดงบลงทุนปีนี้ลง 2,000 ล้านบาท จากเดิม 20,000 ล้านบาท
สาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันที่ลดลงส่งผลให้ต้นทุนวัสดุและค่าก่อสร้างต่ำกว่าที่ประเมินไว้ในช่วงจัดแผน 5 ปี เช่น โครงการก่อสร้างท่อก๊าซธรรมชาติเส้นที่ 5 เดิมคาดว่าจะใช้เงินลงทุนกว่า 100,000 ล้านบาท แต่ปัจจุบันลดเหลือ 96,500 ล้านบาท
“ปตท. ยังเดินหน้าทุกโครงการและยังคงปริมาณงานไว้เท่าเดิม พร้อมจะใช้โอกาสนี้เร่งรัดการลงทุนโครงการต่างๆ”
เปิดประมูลท่อก๊าซเส้นที่5ไตรมาส3
สำหรับโครงการลงทุนสำคัญตามแผน 5 ปี ได้แก่ โครงการท่อก๊าซฯ เส้นที่ 5 ซึ่งเตรียมเปิดประมูลภายในไตรมาสที่ 3 ปีนี้และจะพยายามให้โครงการแล้วเสร็จภายในปี 2562 เร็วกว่ากำหนดซึ่งต้องแล้วเสร็จในปี 2563 เนื่องจากต้องการให้โครงการนี้รองรับกำลังการผลิตก๊าซฯ จากแหล่งเยตากุน ประเทศเมียนมาลดลงเร็วกว่าแผนและอาจส่งผลให้ประเทศไทยมีปัญหาเรื่องกำลังการผลิตก๊าซฯ ในปี 2563
โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบก จ.นครราชสีมา 2 เฟส มูลค่ารวม 23,000 ล้านบาท โครงการเฟสที่ 1 เส้นทาง อ.แก่งคอย จ.สระบุรี-จ.นครราชสีมา ระยะทาง 112 กิโลเมตร ปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้างและมีความคืบหน้า 87% คาดว่าจะแล้วเสร็จปลายปีนี้ ส่วนเฟส 2 เส้นทาง อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา-นิคมอุตสาหกรรมสุรนารี ระยะทาง 50 กม. ล่าสุดได้รายชื่อผู้ชนะการประมูลเรียบร้อยแล้วและอยู่ระหว่างกระบวนการจัดทำรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยกำหนดแล้วเสร็จในปี 2561
โครงการท่อส่งก๊าซฯ จ.นครราชสีมา จะช่วยลดต้นทุนการขนส่งก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) ไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากการขนส่งก๊าซเอ็นจีวีด้วยรถบรรทุกมีต้นทุนมากกว่าการขนส่งน้ำมันถึง 10 เท่า และก๊าซฯ จากท่อดังกล่าวจะใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมด้วย
โครงการลงทุนสำคัญอื่นๆ ได้แก่ โครงการท่อส่งก๊าซฯ จากสถานีควบคุมความดันก๊าซธรรมชาติ RA6 ไปยัง จ.ราชบุรี มูลค่า13,600 ล้านบาทซึ่งจะเชื่อมโครงข่ายท่อก๊าซฯ ภาคตะวันออกและภาคตะวันตกโครงการ Midline Compressor วงเงิน 9,000 ล้านบาท และโครงการก่อสร้างเครื่องเพิ่มความดันก๊าซธรรมชาติ อ.วังน้อย จ.อยุธยา มูลค่า 4,800 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยเพิ่มการส่งก๊าซฯ จาก 470 ลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เป็น 800 ลูกบาศก์ฟุตต่อวันและล่าสุดได้รายชื่อผู้รับเหมาะแล้วเช่นกัน
เสนอบอร์ดวันนี้ตัดสินผู้รับเหมา
“วันนี้ (15 ก.ค.) กลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานจะเสนอที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ปตท. ให้เห็นชอบรายชื่อผู้รับเหมา 2 โครงการสำคัญรวมมูลค่า 11,800 ล้านบาท ได้แก่ โครงการท่อก๊าซธรรมชาติ จ.นครราชสีมา เฟสที่ 2 ซึ่งตอนนี้ค่าก่อสร้างลดเหลือ 7,000 ล้านบาทและโครงการเครื่องเพิ่มความดันก๊าซฯ อ.วังน้อย” นายชวลิต กล่าว
สำหรับราคาขายปลีกก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) ที่จะประกาศวันที่ 16 ก.ค.นี้ ล่าสุดมีต้นทุนปรับลง 2 สตางค์ต่อกิโลกรัม จากงวด 16 มิ.ย. ซึ่งอยู่ที่ 12.55 บาทต่อกิโลกรัม โดย ปตท. จะสรุปต้นทุนและประกาศราคาขายปลีกอีกครั้ง
โบรกฯชี้หนุนกระแสเงินสดเพิ่ม
นายศักดิ์นรินทร์ ศศานนท์ นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ไอร่า กล่าวว่า การปรับลดงบลงทุนของปตท.น่าจะเหมาะสมตามสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลง และจะส่งผลบวกต่อภาพรวมของบริษัท โดยเฉพาะในแง่ของกระแสเงินสดที่จะเหลือมากขึ้น ทำให้บริษัทสามารถพิจารณาที่จะลงทุนอื่นๆ ได้เพิ่มเติม
ขณะที่แนวโน้มธุรกิจของบริษัทในช่วงครึ่งปีหลัง เชื่อว่าจะเติบโตขึ้นจากช่วงครึ่งปีแรก เพราะธุรกิจหลักอย่างโรงแยกก๊าซและท่อส่งก๊าซ รวมถึงซื้อขายน้ำมัน น่าจะมีความต้องการใช้เพิ่มขึ้น ขณะที่การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันจะช่วยให้ราคาขายเพิ่มขึ้น
คาดครึ่งปีหลังกำไรสต็อกน้ำมันเพิ่ม
นอกจากนี้ หลังจากที่รัฐบาลประกาศลอยตัวราคาขายก๊าซเอ็นจีวี ทำให้ผลขาดทุนของ ปตท.ในธุรกิจนี้ลดลงเหลือประมาณ 5,000 ล้านบาท จากปกติ 20,000 ล้านบาท
“ช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้บริษัทน่าจะมีกำไรจากสต็อกน้ำมันเข้ามา เป็นไปตามราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้แนวโน้มกำไรทั้งปีนี้น่าจะปรับเพิ่มขึ้นได้ค่อนข้างมากจากปีก่อน โดยทำประมาณการไว้ที่ 75,600 ล้านบาท จากปีก่อนที่มีกำไร 19,936 ล้านบาท ขณะที่ผลขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์น่าจะไม่เกิดขึ้นแล้วในปีนี้ รวมไปถึงกำไรจากบริษัทลูกก็น่าจะเพิ่มขึ้นด้วย”
คาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบช่วงครึ่งปีหลังน่าจะแกว่งตัวอยู่ในระดับ 40-50 ดอลลาร์บาร์เรล
ราคาหุ้น PTT ปิดตลาดวานนี้ (14 ก.ค.) เพิ่มขึ้น 9.00 บาท หรือ 2.86% อยู่ที่ 324.00 บาท มูลค่าการซื้อขาย 2,518.49 ล้านบาท








