ความหวังมาตรการกระตุ้นเผชิญความไม่แน่นอนของ Brexit
คาดหุ้นไทยยังเดินหน้าต่อวันนี้ หนุนด้วยการประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของนายกญี่ปุ่น และจากทางอังกฤษ รวมทั้งตัวเลขว่าจ้างงานสหรัฐอันแข็งแกร่งที่ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวขึ้นไปพร้อมๆกัน นอกจากนี้ความเสี่ยงทางการเมืองอังกฤษลดลงบ้าง หลังจากได้นายกคนใหม่ อย่างไรก็ตามการปรับตัวขึ้นวันนี้น่าจะถูกจำกัดโดยการขายทำกำไร หลังจากหุ้นขึ้นมาพอสมควร ปัจจัยภายในวันนี้ก่ำกึ่ง ในขณะที่นักลงทุนมีความมั่นใจมากขึ้นจากการสำรวจครั้งก่อน แต่ ททท. ปรับประมาณการรายรับจากการท่องเที่ยวปี 2017 ลงเป็นครั้งแรก จากความกังวลสภาพเศรษฐกิจ และการเมืองหลังการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในเดือนหน้า
หุ้นเด่นวันนี้ : AMATA (Bt13.50 NR; Bloomberg 2016TP Bt17.00)
เลือก AMATA เป็นผู้ได้ประโยชน์หลักจากนโยบายการลงทุนในโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ของภาครัฐบาลรวมมูลค่า 300,000 ล้านบาทสำหรับการพัฒนาเป็นคลัสเตอร์อุตสาหกรรมไฮเทค10 อุตสาหกรรม เพื่อต่อยอดการลงทุนในพื้นที่สามจังหวัดอุตสาหกรรมภาคตะวันออก ได้แก่ ชลบุรีระยอง และฉะเชิงเทราราคาที่ดินจะมีการปรับตัวสูงขึ้น สอดคล้องการประเมินราคาที่ดินใหม่ของภาครัฐ ปัจจุบันราคาของที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร และ อมตะซิตี้ ค่าเฉลี่ยมากกว่า 8 ล้านบาทต่อไร่ และ 3 ล้านบาทต่อไร่ตามลำดับ AMATA คาดว่าจะขายที่ดินในปีนี้ได้กว่า 1,000 ไร่ เพิ่มขึ้นจากกว่า 800 ไร่เมื่อปีก่อน จนถึงขณะนี้ก็มียอดขาย 260-270 ไร่ แต่คาดว่ายอดขายที่ดินจะเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีเป็นปกติตามฤดูกาล ทางผู้บริหารคาดว่ารายได้ปีนี้จะเติบโตราว 20% จากปีก่อน AMATA อยู่ระหว่างการเจรจาขายที่ดินให้กับนักลงทุนจีนและญี่ปุ่น ซึ่งกลุ่มหนึ่งที่น่าสนใจคือ โรงงานแปรรูปยางธรรมชาติและยางล้อรถล้อรถยนต์ของจีน คือ จงเช่อ รับเบอร์ ไทยแลนด์ ที่มีโรงงานตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะ ซิตี้ จังหวัดระยอง เฟส1 และจะมีการขยายตัวในเฟส 2คาดว่าจะเริ่มผลิตได้ในปีนี้ Bloomberg Consensus คาดการณ์กำไรสุทธิปี 2559 ลดลง 14%YoY เป็น 0.98 บาท และคาดว่าปี 2560 กำไรสุทธิจะเพิ่มขึ้น 20%YoY เป็น 1.18 บาท หากการเจรจาขายที่ดินของ AMATA สำเร็จและบันทึกยอดขายได้ คาดว่าอาจจะทำให้กำไรกลับมาเติบโตดีในช่วงปี 2559-2560 ราคาเป้าหมายของ Bloomberg อยู่ที่ 17 บาท และค่า PER ที่ 13.7 เท่าและ 11.3 เท่าในปี 2560 Price Pattern ของ AMATA มีความแข็งแกร่งทั้งในระยะสั้นและระยะกลางจากการเกิดทั้ง Daily & Weekly Buy Signal โดยหาก Price Pattern ของ AMATA สามารถปิดตลาดรายเดือน (ก.ค.59) ได้เหนือ 12.90 บาท ก็จะทำให้กลับมาเกิด Monthly Buy Signal ครั้งใหม่ และจะถือเป็นการยืนยันถึงการเปลี่ยนแนวโน้มหลักจากแนวโน้มขาลงมาสู่แนวโน้มขาขึ้นทันที ซึ่งมีลุ้นว่า Price Pattern ของ AMATA จะกลับมาเกิด Monthly Buy Signal ครั้งใหม่ได้ไม่ยาก ทั้งนี้เมื่อพิจารณา Price Pattern ของ AMATA คาดว่ามีเป้าหมายแรกของการฟื้นตัวอยู่ที่ 14.90 บาท และมีเป้าหมายเบื้องต้นอยู่ที่ 17.40 บาท ตามลำดับ โดย AMATA มีจุด Stop Loss ระยะสั้นรอบนี้อยู่ที่ 12.50 บาท
ปัจจัยสำคัญ
ประเด็นในประเทศ:
• บอร์ด ททท. ปรับลดเป้าหมายรายได้ปีหน้าลงเล็กน้อยโดยเป็นการปรับตัวเลขคาดการณ์รายได้จากนักท่องเที่ยวในประเทศลงมาอยู่ที่ 0.95 ล้านลบ. จากเดิม 1.0 ล้านลบ. เพื่อสะท้อนถึงสถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองในประเทศในปัจจุบัน (Bangkok Post)ความเห็น: อย่างไรก็ตามพบว่ามุมมองต่อภาคการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างประเทศยังคงเป็นบวกเช่นเดิม จากตัวเลขคาดการณ์รายได้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่คงเป้าไว้ที่ 1.89 ล้านลบ. สูงขึ้น 9.8% YoYด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวที่คาดว่าจะเข้ามาถึง 36 ล้านคน จาก 34 ล้านคนในปีนี้
• Superboardไฟเขียวรัฐวิสาหกิจลงทุน 3 โครงการ ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ได้พิจารณาและมีมติโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐวิสาหกิจ รวม 3 โครงการ ได้แก่ 1) โครงการก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้ำไปยังเกาะสมุย และเกาะเต่า ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค มูลค่ารวม 3.9 พันลบ. 2) โครงการพัฒนาท่าอากาศยานภูเก็ตของ AOR มูลค่า 8.9 พันลบ. 3) การดำเนินโครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงอ่อน ช่วงบางซื่อ - พญาไท - มักกะสัน – หัวหมาก และสายสีแดงเข้ม ช่วงบางซื่อ – หัวลำโพง ภายใต้กรอบวงเงินลงทุน 4.42 หมื่นลบ. (Bangkok Post)ความเห็น: การลงทุนเคเบิ้ลใยแก้วใต้น้ำ คาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้รับเหมาวางเครือข่าย และผู้จัดจำหน่ายสายเคเบิ้ล ซึ่งได้แก่ SYMC , ILINK , INET และ ALT ในขณะที่โครงการของ AOT คาดทำให้ผู้รับเหมางานโยธาในประเทศได้ประโยชน์ โดยเฉพาะ STEC ซึ่งกำลังทำงานการขยายสนามบินนานาชาติภูเก็ต ส่วนโครงการระบบรถไฟชานเมือง เราเชื่อว่าอาจอยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐบาลและคาดว่าจะใช้เวลานานจนกว่าจะสรุปราคาและเปิดการประมูล
• ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนสูงขึ้นสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่าดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน 3 เดือนข้างหน้า (ก.ย. 2559) อยู่ที่ 104.46 แต่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 11.75% จากการสำรวจครั้งที่ผ่านมาที่ 93.48 เนื่องจากนักลงทุนบุคคลและต่างชาติมีความเชื่อมั่นมากขึ้น โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติที่มีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น 29% (Bangkok Post)
ต่างประเทศ
• อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐปรับตัวขึ้นเมื่อวันจันทร์ หลังจากญี่ปุ่นเตรียมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ ดันราคาหุ้นและลดความต้องการพันธบัตรสหรัฐซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยลง ราคาพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีลดลง 21/32 อัตราผลตอบแทนอยู่ที่ 1.434% เพิ่มขึ้นจาก 1.365% เมื่อวันศุกร์ (Reuters)
• ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเยนเมื่อวันจันทร์ หลังจากนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ของญี่ปุ่นเรียกร้องให้มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่หลังพรรคของนายอาเบะชนะในการเลือกตั้งวุฒิสภา ดอลลาร์สหรัฐปรับตัวขึ้นถึง 2.3% อยู่ที่ระดับ 102.87 เยน สูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. และเป็นการแข็งค่าขึ้นมากที่สุดของดอลลาร์สหรัฐในอัตราร้อยละในวันเดียวเทียบกับเงินเยนนับตั้งแต่ 31 ต.ค. 57 ล่าสุดเพิ่มขึ้น 2.25% อยู่ที่ 102.78 เยน (Reuters)
สหรัฐ:
• ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐปิดบวกเมื่อวันจันทร์ โดยได้แรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจอันแข็งแกร่งรวมทั้งตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐประจำเดือนมิ.ย. และการคาดการณ์กำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่จะปรับตัวดีขึ้น กลุ่มสาธารณูปโภค โทรคมนาคม และสินค้าอุปโภคบริโภคต่างปรับตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม หุ้นที่ให้อัตราผลตอบแทนสูงยิ่งตอกย้ำความกังวลให้กับนักลงทุนมากขึ้นเกี่ยวกับเศรษฐกิจสหรัฐจะสามารถปรับตัวรับผลกระทบหลังจากผลการลงประชามติ Brexitได้หรือไม่ (Reuters)
ยุโรป:
• ตลาดหุ้นยุโรปหลักเมื่อวันจันทร์ปรับตัวสูงขึ้น ทำระดับสูงสุดใหม่นับตั้งแต่วันที่มีการโหวต Brexitหลังจากที่ Theresa May จะเข้ารับตำแหน่งนายกฯ อังกฤษถัดจาก David Cameron ซึ่งช่วยลดความกังวลความไม่แน่นอนของการเมืองในประเทศลงไป (Reuters)
• May ชนะการเลือกตั้งนายกฯ อังกฤษ นาง Theresa May รมว.มหาดไทยอังกฤษ เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ สืบต่อจาก David Cameron ที่จะลาออกจากตำแหน่งในวันพุธนี้หลังจากที่สหราชอาณาจักรตัดสินใจออกจาก EU โดย May ยืนยันว่าอังกฤษจะไม่กลับเข้าไปใน EU ตามเสียงโหวตส่วนใหญ่ แม้ว่า May จะเห็นชอบให้อยู่ใน EU ต่อไปก่อนหน้านี้ก็ตาม (Reuters)
• ธ.พ. อิตาลีที่มีปัญหาจะไม่ส่งผลกระทบร้ายแรง โดยแนวทางการแก้ปัญหาต่างๆ กำลังอยู่ในขั้นตอนความคืบหน้าอย่างค่อยเป็นค่อยไป อ้างอิงจากคำกล่าวของ JeroenDijsselbloem ประธาน Eurogroup (Reuters)
เอเชีย:
• นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น Shinzo Abe สั่งให้จัดมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายรอบใหม่ หลังจากที่เขาได้ชัยชนะในการเลือกตั้งในช่วงสุดสัปดาห์ เป็นความพยายามที่ทำให้กับภาคเอกชน เนื่องจากความต้องการที่อ่อนแอ Abe ไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับ ขนาดของมาตรการของรัฐบาลที่จะออกมา แต่ก็พร้อมที่อัดฉีดเงินใช้จ่ายมากกว่า 10 ล้านล้านเยน หรือ 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐตามที่สมาชิกพรรคคนหนึ่งได้กล่าวว่าก่อนการเลือกตั้ง(Reuters)
• การก่อสร้างรถไฟ Maglev เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของญี่ปุ่น เป็นคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น Shinzo Abe ในวันจันทร์ที่ผ่านมา ว่ารัฐบาลจะเร่งการก่อสร้างรถไฟหัวกระสุนและดำเนินการทำเป็นเวลา 8 ปีจนเสร็จสิ้น ความสำเร็จของการวางโครงข่ายการรถไฟ Maglev ถือเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ(Reuters)
• การพิจารณาคดีข้อพิพาทของทะเลจีนใต้: ศาลอนุญาโตตุลาการถาวร ในกรุงเฮก จะมีการประกาศในวันนี้ หลังการพิจารณาคดีข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ ระหว่างฟิลิปปินส์กับจีน อย่างไรก็ตาม สหประชาชาติและ PCA ไม่ได้กดดัน และเรื่องนี้ยังไม่ชัดเจน ว่าจีนต้องทำอะไร หากละเว้นกฎเกณฑ์ การพิจารณาคดีข้อพิพาทได้ทวีความรุนแรงทางการเมืองและการทหารทั่วทั้งภูมิภาค ระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา(Reuters)
• ยอดขายรถยนต์ในจีนเป็นข่าวดี: ยอดขายรถยนต์ในประเทศจีนเพิ่มขึ้น 8.1% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2559ทั้งที่การคาดการณ์ทั้งปีให้ระมัดระวังกับอุตสาหกรรมรถยนต์มองในแง่ดีว่ายอดขายจะยังคงเป็นบวก โดยปรับตัวเพิ่มขึ้น 14.6% ในเดือนมิ.ย. ถือเป็นการเติบโตรายเดือนที่สูงที่สุดตั้งแต่เดือน ธ.ค.58 ความไม่แน่นอนหลักของตลาดคือถ้าตัดภาษีที่เกี่ยวกับรถยนต์ที่มีเครื่องยนต์ 1.6 ลิตรที่จะหมดอายุหรือขยายต่อหลังหมดอายุในวันที่ 31 ธ.ค. ผู้บริโภคอาจรีบเร่งในการซื้อรถยนต์ในปีนี้ จากการนำเงินใช้จ่ายของปีหน้ามาใช้ ซึ่งอาจจะเป็นการตัดยอดขายช่วงไตรมาส 4/59 ให้ลดลงไป(Reuters)
สินค้าโภคภัณฑ์:
• ราคาน้ำมันร่วงวันจันทร์ แตะจุดต่ำสุดรอบสองเดือนกดดันโดยอุปทานน้ำมันจากแคนาดาเพิ่มขึ้น จำนวนแท่นขุดเจาะในสหรัฐเพิ่มและเฮดจ์ฟันด์ลดการเก็งกำไรขาขึ้นในน้ำมัน Brent ล่วงหน้าปรับลง 51 เซนต์ (-1.1%) ปิดที่ 46.25 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันดิบสหรัฐล่วงหน้าปรับลง 65 เซนต์ (-1.45%) ปิดที่ 44.76 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (Reuters)
• ราคาทองคำปรับตัวลงเมื่อวันจันทร์ เนื่องจากตลาดหุ้นดีดตัวขึ้นจากแรงหนุนของข้อมูลการจ้างงานสหรัฐที่ประกาศเมื่อวันศุกร์และแนวโน้มธนาคารกลางต่าง ๆ จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น ส่วนดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ราคาทองคำ (spot gold) ลดลง 0.8% อยู่ที่ระดับ 1,355.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งในสัปดาห์ก่อนแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค. 2557 ที่ระดับ 1,374.91 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ (Reuters)








