เปิดโผหุ้น 21 ตัวในตลาดเซ็ทและเอ็ม เอ ไอ ที่มีค่าพีอีเกินกว่า 100 เท่า เผย 2 บริษัทมีค่าพีอีสูงเกินกว่า 1,000 เท่า
อัตราส่วนราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (P/E) เป็นสถิติพื้นฐานอย่างหนึ่งที่นักลงทุนโดยทั่วไปมักจะใช้ประกอบในการตัดสินใจคัดเลือกหุ้น โดยอาจจะใช้เปรียบเทียบระหว่างหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน เพื่อวัดว่าตัวไหนถูก ตัวไหนแพง ในมุมของค่าพีอี ซึ่งการนำค่าพีอีเป็นการนำข้อมูลในอดีตมาใช้ เพราะฉะนั้นการตีความหมายจากค่าพีอี อาจจะไม่สามารถตัดใจได้เพียงอย่างเดียว
การจัดอันดับหุ้นของตลาดหลักทรัพย์ เมื่อ 8 ก.ค. พบว่า มีหุ้น 21 ตัวในตลาดเซ็ทและเอ็ม เอ ไอ ที่มีค่าพีอีเกินกว่า100 เท่า ขณะที่มี2บริษัทมีค่าพีอีสูงสุดนั้น สูงเกินกว่า 1,000 เท่า ได้แก่ บริษัท ไดเมท (สยาม) จำกัด (มหาชน) DIMET และบริษัท ธีระมงคล อุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) TMI มีค่าพีอี 1,937 เท่า และ 1,396 เท่า ตามลำดับ
โดยหุ้นในกลุ่มพีอีสูงนี้มักจะเพิ่งผ่านช่วงที่ผลประกอบการขาดทุนมาไม่นาน ขณะที่ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น จากความคาดหวังว่าจะพลิกกลับมาทำกำไร
แหล่งข่าวบริษัท ไดเมท กล่าวว่า ค่าพีอีของบริษัทที่ค่อนข้างสูงนั้นคงเป็นเรื่องของความคาดหวังไปในอนาคตเกี่ยวกับบริษัท โดยเฉพาะในเรื่องของการเทิร์นอะราวด์ ซึ่งค่าพีอีจะลดลงมาได้ถ้าราคาหุ้นไม่ลดลง กำไรก็ต้องเพิ่มขึ้น โดยในเชิงของราคาหุ้นนั้นคงเป็นเรื่องกลไกการลงทุน ขณะที่ผลประกอบการนั้นคงจะพอบอกได้ว่าบริษัทสามารถพลิกกลับมาเป็นกำไรได้แล้ว และคงจะรักษาผลประกอบการให้เป็นกำไรได้ต่อเนื่อง
“การเทิร์นอะราวด์จากขาดทุนเป็นกำไรบริษัททำได้แล้ว แต่กำไรจะเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป บริษัทเร่งปรับโครงสร้างภายใน โดยเฉพาะเรื่องการลดต้นทุน และการขยายตลาดใหม่ๆ ทั้งนี้ธุรกิจหลักของไดเมทยังคงเป็นสีอุตสาหกรรม ถือเป็นธุรกิจที่มีมาร์จินใช้ได้ อัตรากำไรขั้นต้น 20-30% ”
ที่ผ่านมา บริษัทพยายามเข้าไปลดค่าใช้จ่าย รวมถึงการรุกตลาดในกลุ่มปิโตรเคมี กลุ่มน้ำมันและแก๊ส เพราะผลิตภัณฑ์ของบริษัทเป็นแบรนด์ที่ได้รับความน่าเชื่อถือในอุตสาหกรรมอยู่แล้ว
ขณะที่โอกาสในการขยายไปยังธุรกิจใหม่ยังคงเปิดกว้าง ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการตั้งข้อสังเกตในการเข้าไปลงทุนธุรกิจพลังงานทดแทน หลังจากที่เอื้อวิทยา (UWC) เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ส่วนความกังวลในเรื่องของการเพิ่มทุนนั้น ส่วนตัวเชื่อว่าในระยะนี้บริษัทยังมีความสามารถในการใช้เงินกู้ หรือออกหุ้นกู้ จากหนี้สินต่อทุนเพียง 0.7 เท่า แต่หากบริษัทสามารถพิสูจน์ได้แล้วว่าธุรกิจมีทิศทางที่ดี การจะเพิ่มทุนเพื่อต่อยอดในระยะนั้นคงเป็นเรื่องที่ยอมรับได้
หุ้นอีก 19 ตัว ที่มีค่าพีอีเกิน 100 เท่า ได้แก่ แมกซ์ เมทัล (MAX) พีอี 917 เท่า บ้านร็อคการ์เด้น (BROCK) พีอี 516 เท่า ไทยฟิล์มอินดัสตรี่ (TFI) พีอี 388 เท่า ซีออยล์ (SEAOIL) พีอี 324 เท่า เค.ซี.พร็อพเพอร์ตี้ (KC) พีอี 289 เท่า คริสเตียนีและนีลเส็น (CNT) พีอี 258 เท่า ณุศาศิริ (NUSA) พีอี 252 เท่า อาร์ ซี แอล (RCL) พีอี 199 เท่า ไทรทัน โฮลดิ้ง (TRITN) พีอี 181 เท่า อิตาเลียนไทย (ITD) พีอี 161 เท่า เอเชีย แคปปิตอล กรุ๊ป (ACAP) พีอี 147 เท่า พริ้นซิเพิล แคปปิตอล (PRINC) พีอี 144 เท่า ช ทวี (CHO) พีอี 124 เท่า เกษตรไทย ชูการ์ (KTIS) พีอี 118 เท่า เจ็นโก้ (GENCO) พีอี 117 เท่า พีเอสทีซี (PSTC) พีอี 116 เท่า คันทรี่ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (CGH) พีอี 109 เท่า เจเอ็มที (JMT) พีอี 107 เท่า และนวกิจประกันภัย (NKI) พีอี 104 เท่า









