ผลตอบรับดีจากการทำโรดโชว์ที่ฮ่องกง
ประเด็นการลงทุน
ผลตอบรับโดยรวมจากนักลงทุนสำหรับการทำโรดโชว์ที่ฮ่องกงเมื่อวันที่ 4-5 ก.ค.ที่ผ่านมาถือว่าเป็นไปในทิศทางบวกในแง่ของภาพของธุรกิจโดยรวมและทิศทางการดำเนินธุรกิจในระยะยาว ถึงแม้ว่าจะมีความวิตกกังวลในเรื่องผลกระทบของเบร็กซิทต่อการดำเนินงานบริษัท ซึ่งยังคงถือว่าเป็นเรื่องยากที่จะประเมินถึงผลกระทบสำหรับภาพในระยะกลางจนถึงระยะยาว ในส่วนของผลกระทบของเบร็กซิทที่เกิดจากความผันผวนของค่าเงินได้ถือว่าน้อยมากสำหรับภาพในระยะสั้นเนื่องจากการปิดความเสี่ยงเกือบจะทั้งหมดแล้วสำหรับรายได้ในรูปของเงินปอนด์ รวมถึงสินทรัพย์และภาระหนี้สิน
ถึงแม้ว่าผลกระทบทางการเงินจะมีเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้นจากการเข้าซื้อกิจการเชส์ นูส์ ซึ่งเป็นผู้ประกอบการแปรรูปกุ้งล็อบสเตอร์ในแคนาดา แต่เราคาดหวังถึงมูลค่าของผลประโยชน์ร่วมที่จะมีมากขึ้นจากดีลซื้อกิจการดังกล่าว ซึ่งจะรวมถึงการเจาะตลาดขายกุ้งล็อบสเตอร์ในประเทศจีน เรายังคงแนะนำ “ซื้อ” เนื่องจากกำไรจากธุรกิจเดิมที่มีแนวโน้มเติบโต 8% ต่อปีช่วงปี 2559-2563 เนื่องจากรายได้จากธุรกิจปัจจุบันที่เพิ่มขึ้น (จากการเจาะตลาดเกิดใหม่ที่เพิ่มมากขึ้น ผลิตภัณฑ์อาหารทะเลมูลค่าเพิ่มที่มากขึ้น และการเจาะช่องทางฟู้ดเซอร์วิส) และอัพไซด์จากการเข้าซื้อกิจการใหม่
ผลกระทบในระยะสั้นจนถึงกลางจากเบร็กซิทไม่มากนัก
บริษัทได้ทำการปิดความเสี่ยงสำหรับรายได้ในรูปของเงินปอนด์ไปแล้ว 90% ดังนั้นผลกระทบโดยรวมในระยะสั้นถึงกลางต่อกำไรสุทธิและอัตรากำไรสุทธิสำหรับในปี 2559 จะมีน้อยมาก (ซึ่งกลบระหว่างกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งเป็นผลจากการทำธุรกรรมการป้องกันความเสี่ยงและรายได้ในรูปของเงินบาทที่ลดลงจากการแปลงค่าเงิน) แต่หากไม่รวมกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน ผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้นจากการแปลงค่าเงินถือว่าอยู่ในระดับน้อยจนถึงปานกลาง ในส่วนของภาระหนี้สินถือว่าป้องกันความเสี่ยงแล้วทั้งหมดจนถึงวันสิ้นสุดอายุของมูลหนี้ ในขณะที่สินทรัพย์บางอย่างได้ทำการป้องกันความเสี่ยงไปแล้ว 60-70%
ถึงแม้ว่าความเสี่ยงทั้งหมดที่จะมีจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนจะมีมากถึง 30% ของรายได้รวม (ซึ่งประกอบด้วยรายได้ของทียูยุโรป (ซึ่งรวมอังกฤษ) คิดเป็น 23% ของรายได้ทั้งหมด และรายได้จากการส่งออกจากประเทศไทยไปยังอียูอีก 7%) แต่ทั้งรายได้ในรูปของเงินปอนด์และงบดุลถือได้ว่าได้ทำการป้องกันความเสี่ยงไว้เกือบทั้งหมดแล้ว แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เราคิดว่ายังคงเป็นการยากที่จะประเมินผลกระทบในระยะยาวตั้งแต่ปี 2560 และหลังจากนั้นในส่วนของประเด็นเรื่องเศรษฐกิจที่อาจจะชะลอตัวลงของทั้งอังกฤษและอียู นโยบายด้านการค้าและการเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างสองภูมิภาค ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลา 2 ปีสำหรับอังกฤษที่จะเจรจากับกลุ่มอียูให้เสร็จสิ้น
รุกตลาดใหม่ด้วยเป้าหมายอัตรากำไรขั้นต้นที่ 20% ในปี 2563
ตลาดใหม่ตลาดแรกที่จะเข้าไปเจาะได้แก่ ตะวันออกกลาง โดยบริษัทเน้นผลิตภัณฑ์ทูน่าของจอห์น เวสต์ ตามมาด้วยผลิตภัณฑ์ล็อบสเตอร์และผลิตภัณฑ์แช่แข็งไปยังประเทศจีน การแนะนำผลิตภัณฑ์ปลาซาร์ดีนพรีเมี่ยมของคิงออสการ์ไปในตลาดในฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย อีกทั้งจะนำผลิตภัณฑ์ปลาแมคคาเรลไปเจาะตลาดกลุ่มล่างในตลาดซีแอลเอ็มวี ตลาดในอนาคตที่ TU จะเข้าไปเจาะหลังจากนั้น ได้แก่ แอฟริกาและอเมริกาใต้ บริษัทตั้งเป้าอัตรากำไรขั้นต้นที่ 20% ในปี 2563 ซึ่งนำการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ได้แก่ น้ำมันปลาและคอลลาเจน และการเพิ่มผลิตภัณฑ์แบรนด์มากขึ้น นอกจากนี้ บริษัทจะเพิ่มช่องทางนำเสนอเมนูอาหารสำหรับผลิตภัณฑ์แช่แข็งให้กับภัตตาคาร ร้านอาหารฟู้ดเซอร์วิส เช่น เรดล็อบสเตอร์ ซับเวย์ เป็นต้น
อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนทุนในระดับที่พอใจที่ 1 เท่าโดยไม่ต้องเพิ่มทุน
เป้าหมายการเข้าซื้อกิจการใหม่ (แต่ละดีลมีมูลค่าประมาณ 200-400 ล้านเหรียญสหรัฐ) จะเป็นธุรกิจอาหารทะเลซึ่งมีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากผลประโยชน์ร่วมครบวงจรของสายการผลิต โดยทางบริษัทจะเล็งไปที่บริษัทอาหารทะเลปลายน้ำ อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนทุนของบริษัทอยู่ที่ 0.69 เท่า ณ สิ้นไตรมาส 1/59 และระดับที่บริษัทพอใจหรือรับได้อยู่ที่ 1 เท่า เนื่องจากงบดุลของบริษัทยังคงมีความยืดหยุ่น บริษัทจึงยังคงมีช่องว่างเพียงพอสำหรับการเพิ่มภาระหนี้สินเพื่อการซื้อกิจการใหม่ที่เกิดขึ้นในอนาคตได้ (แต่ไม่ใช่ดีลการซื้อกิจการใหญ่ๆ อีกต่อไป) ในปีถัดไปได้โดยไม่จำเป็นต้องมีการเพิ่มทุนใหม่แต่อย่างใด








