วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ไทยพาณิชย์'เผยลูกค้าเวลท์แห่ลงทุน รับเบรกซิท

"ไทยพาณิชย์" เผยลูกค้าโยกสินทรัพย์หาเงินปอนด์เพิ่มขึ้นเท่าตัวในสัปดาห์เดียวหลักเบร็กซิท เผยผลวิจัยลูกค้ามั่งคั่งเอเชียแปซิฟิก-ไทยเติบโตดี

นางสาวลลิตภัทร ธรณวิกรัย ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายลูกค้าธนบดีธนกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า สิ่งแวดล้อมทางการลงทุนเปลี่ยนไปลูกค้าต้องกระจายการลงทุนจากเดิมที่เน้นเงินฝากเป็นหลัก เนื่องจากดอกเบี้ยในขณะนี้ต่ำมากและน่าจะต่ำอีกนาน จึงต้องมองทางเลือกการลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะสถานการณ์ที่สหราชอาณาจักรมีมติออกจากสหภาพยุโรปหรือเบร็กซิทนั้นทำให้เกิดความผันผวนระยะสั้น ช่วงนี้แนะนำให้ลูกค้ารอดูเหตุการณ์ขณะเดียวกันก็ถือเป็นโอกาสในบางจุดเช่นการลงทุนในตราสารหนี้บางประเภทที่ราคาปรับลดลงหลังเกิดเหตุ รวมถึงตลาดหุ้นซึ่งถือเป็นโอกาสในการลงทุนที่ธนาคารให้คำแนะนำลูกค้าเช่นกัน

นอกจากนี้ จะเห็นได้ว่าในช่วง 1 สัปดาห์ หลังจากการทำประชามติดังกล่าว ทำให้ลูกค้าโยกเงินลงทุนมาสู่สินทรัพย์สกุลเงินปอนด์มากขึ้น หรือมีการเติบโตกว่าเท่าตัว เช่นธนาคารมีผลิตภัณฑ์เงินฝาก 2 สกุล (Duo Currency Deposit) ที่อ้างอิงสกุลเงินปอนด์ ลงทุนเป็นเงินบาทแต่สามารถแปลงเป็นสกุลเงินปอนด์เมื่อถึงระดับราคาที่ลูกค้าต้องการ ให้ผลตอบแทน 6-7 % มียอดเงินลงทุนเพิ่มขึ้นจาก 200-300 ล้านบาทเพิ่มเป็น 600-700 ล้านบาทในสัปดาห์เดียว

“ความต้องการเงินปอนด์เพิ่มขึ้นเยอะมากหลังจากที่ราคาปรับลดลงมา ในสัปดาห์เดียวเพิ่มขึ้นเท่าตัว โดยเฉพาะลูกค้าที่มีธุรกิจหรือความต้องการใช่เงินปอนด์ก็จะมาซื้อไว้ ส่วนการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในอังกฤษนั้นธนาคารแนะนำให้รอดูก่อนว่าราคาจะลดลงอย่างไร”

สำหรับภาพการลงทุนในขณะนี้จะเห็นได้ว่ามีแนวโน้มที่ผลตอบแทนจะลดลงโดยเฉพาะตราสารหนี้ หลังจากอังกฤษประกาศออกจากสหภาพยุโรป ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยได้น้อยลงมา โดยธนาคารคาดว่าในปีนี้จะไม่เห็นเฟดขึ้นดอกเบี้ยอีกแล้ว และอาจปรับขึ้นในปี 2560 แทน ซึ่งก็จะส่งผลดีกับตลาดหุ้นในสหรัฐและตลาดหุ้นไทยรวมถึงตลาดตราสารหนี้ทั้งไทยและต่างประเทศ

ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมามีงานวิจัยพบว่ากลุ่มผู้ที่มีความมั่งคั่งในเอเชียแปซิฟิกมีการเติบโตสูงถึง 9.9% เทียบกับตลาดโลกที่โต 4% และแซงทวีปอเมริกาเหนือไปแล้ว ในปีนี้คาดว่าเอเชียแปซิฟิกจะเติบโต 13-14% ความมั่งคั่งในเอเชียเติบโตเร็วมาก โดยเฉพาะในจีนและอินเดีย ส่วนประเทศไทยในขณะนี้มีผู้ที่มีสินทรัพย์ 30-50 ล้านบาทกว่า 9 หมื่นราย เติบโตในระดับเดียวกับเอเชียแปซิฟิก

ในส่วนของธนาคารมีฐานลูกค้าผู้มั่งคั่ง แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือลูกค้าเฟิร์สหรือผู้มีสินทรัพย์ลงทุนกับธนาคารตั้งแต่ 10-50 ล้านบาทประมาณ 3 หมื่นราย และลูกค้าไพรเวทแบงก์หรือผู้ที่มีสินทรัพย์ลงทุนตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไปประมาณ 7,000 ตระกูล หรือราว 10,000 ราย และมีสินทรัพย์ลงทุนหรือเอยูเอ็มรวมกว่า 8-9 แสนล้านบาท ในปีนี้ธนาคารตั้งเป้าการเติบโตของเอยูเอ็มประมาณ 15-20% โดยจะเน้นการเติบโตจากฐานลูกค้าเดิมเป็นหลัก และคาดว่าใน 2-3 ปีข้างหน้า จะมีเอยูเอ็มแตะระดับล้านล้านบาทได้

อย่างไรก็ตามจะเห็นได้ว่าลูกค้ามั่งคั่งของธนาคารมีสัดส่วนจากลูกค้ากลุ่มคนรุ่นใหม่ มีอายุน้อยลงหรือเป็นผู้ประกอบการหน้าใหม่เพิ่มมากขึ้นจากเดิมที่ลูกค้าธนาคารจะมีอายุ 60-70 ปี แต่ในขณะนี้เริ่มเห็นอายุลดลงมาอยู่ที่ 40 ปีขึ้นไปเข้ามามีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้น จากลูกค้าผู้ประกอบการและคนรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จรวดเร็วขึ้น ถือเป็นความท้าทายที่ธนาคารต้องพัฒนาตัวเองให้รองรับความต้องการลูกค้า

โดยในปีนี้ธนาคารตั้งเป้าเพิ่มทีมงานเจ้าหน้าที่ลูกค้าสัมพันธ์หรืออาร์เอ็มเพื่อดูแลลูกค้ากลุ่มไพรเวทแบงก์และเฟิร์สเพิ่มอีกเท่าตัวในสิ้นปีนี้จากปัจจุบันที่มีกว่า 100 คน เพื่อรองรับกับฐานลูกค้าที่เพิ่มขึ้น โดยในขณะนี้อาร์เอ็มของธนาคาร 1 คน ดูแลลูกค้าเฉลี่ย 60-80 ราย

นางสาวลลิตภัทร กล่าวว่า ตลาดเปลี่ยนแปลงไปเราพยายามเพิ่มความรู้ความเข้าใจในตลาดโลกให้กับทีมงาน ธนาคารจึงจัดหลักสูตร SCB Wealth Academy ขึ้นภายใต้ความร่วมมือกับ Wealth Management Institute (WMI) ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นสถาบันอบรมด้านการเงินที่มีหลักสูตรวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิตสาขาการบริหารจัดการความมั่งคั่งเป็นอันดับ 1 ในเอเชีย และท็อป 3 ของโลก ซึ่งเราได้เคยส่งทีม private banker ของเราไปเข้าร่วมอบรมมาแล้วก่อนหน้านี้เป็นธนาคารแรกในประเทศไทย หลักสูตร SCB Wealth Academy ที่เราสร้างขึ้นร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากทางสถาบัน จะช่วยให้ทีมงานมืออาชีพทุกคนของเราสามารถให้คำแนะนำ จัดสรรสินทรัพย์ อัพเดทความเคลื่อนไหวและแก้ปัญหาการลงทุนให้กับลูกค้าได้อย่างเต็มที่ เพื่อตอบโจทย์ในฐานะผู้ให้บริการไพรเวท แบงกิ้งที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้าในแบบที่เรียกได้ว่า ‘only the best can serve the best’ อย่างแท้จริง